วิสามัญฆาตกรรมหรือไม่??
กรณีนายแบงก์ผู้ต้องหาฆ่าตำรวจตาย 3 ศพ ถูกฆ่าตายพร้อมพวกรวม 3 ศพ ปริศนาทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นฝีมือของตำรวจ และมารดาของผู้ตายอ้างว่า ก่อนที่ผู้ตายจะถึงแก่ความตายได้ประสานงานกับตำรวจผู้ใหญ่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ลูกชายมอบตัว โดยประสานงานกับตำรวจอย่างต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าลูกชายถูกยิงตาย พร้อมกับพวกรวม 3 ศพ และถูกยิงทางด้านหลังทั้ง 3 ราย จึงน่าเชื่อว่ามีการวางแผนมีล่วงหน้า หรือจะรู้ข้อมลจากแม่ผู้ตายตามไปฆ่า
ซึ่งการกระทำดังกล่าวถ้าเป็นเจ้าพนักงานถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามป.อ. 157 และเป็นการฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. 289(4) มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต
สิ่งสำคัญคือ จะมีใครเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับคดีนี้ เนื่องจากอาจหวั่นเกรงอิทธิพลของตำรวจ แต่ถ้าเกิดคดีนี้ตำรวจไม่ทำความจริงให้กระจ่าง ภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเสียหาย
ข้อกล่าวอ้างของ ผบ.ภ.1 ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนเกิดเหตุว่า ต้องวิสามัญอย่างแน่นอน มาถึงวันนี้ก็เป็นจริงตามดังที่ท่านได้พูดไปแล้ว ส่วนที่ท่านให้สัมภาษณ์ในทำนองเป็นการฆ่าตัดตอนของคนร้ายด้วยกัน ทนายคลายทุกข์ฟังแล้วเห็นว่า ไม่สมเหตุสมผล การวิสามัญฆาตกรรมถือว่าเป็นการตายโดยผิดธรรมชาติ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 148 ตามกฎหมายจะต้องจัดให้มีการชันสูตรพลิกศพ เพื่อหาสาเหตุของการตาย ซึ่งคดีนี้ตำรวจจะต้องจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว ถ้าจับไม่ได้ตำรวจจะถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และการที่จะกู้ภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงจะยากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าทุกวันนี้ก็แย่อยู่แล้ว
คำพูดของมารดาผู้ตาย ? ไม่คิดจะเรียกร้องอะไร แต่จะบอกผ่านสื่อว่าแบงก์ไม่ได้รับความยุติธรรม คนเขามอบตัวแล้วไม่น่าจะทำร้าย แบบนี้ไม่น่าเลย ประชาชนที่ไหนจะเชื่อถือได้ อยากบอกผ่านทุกคนว่า คนทำชั่วกลับใจ ถ้ากลับใจตอนหลังมันไม่มีประโยชน์ ไม่ร้องเรียนที่ไหนทั้งสิ้น แต่อยากบอกให้รู้ว่าความจริงเป็นแบบนี้ให้ประชาชนรู้ ร้านอาหารก็ยืนยันว่าหนึ่งในที่ถูกพาขึ้นรถไปมีแบงก์ด้วย?
ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 289 ผู้ใด
(4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต
มาตรา 148 เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใด ตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของ เจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพเว้นแต่ตายโดยการประหาร ชีวิตตามกฎหมาย
การตายโดยผิดธรรมชาตินั้น คือ
(1) ฆ่าตัวตาย
(2) ถูกผู้อื่นทำให้ตาย
(3) ถูกสัตว์ทำร้ายตาย
(4) ตายโดยอุบัติเหตุ
(5) ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ
รายละเอียดรายงานข่าวมีดังนี้
'ไอ้แบงก์' พร้อมพวกผู้ต้องหาฆ่า3ตร.เป็นศพปริศนาที่อยุธยา 'แม่' ปักใจเชื่อลูกถูกเก็บ
พบศพ 'ไอ้แบงก์' กับพวกอีก 2 ผู้ต้องหาคดีฆ่าตร.อยุธยา 3 นาย นอนตายปริศนาอยู่ที่อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยผบ.ช.ภ.1อ้างถูกฆ่าตัดตอนจากพวกที่ให้การช่วยเหลือ ขณะที่ผู้เป็นแม่ปักใจเชื่อถูกเก็บ หลังโดนหลอกให้ไปคอยลูกที่รีสอร์ต
3 ผู้ต้องหาตายปริศนาที่อยุธยา
เมื่อเวลา 04.30 น. พ.ต.อ.สุเมธ ธัชเสนี ผกก.สภ.อุทัย จ.อยุธยา รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิต 3 ราย บริเวณถ.ชลประทาน หมู่ 2 ต.บ้านหีบ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เส้นทางอุทัย-บ้านหีบ ตรวจสอบพบมีนายอัครพล หรือแบงก์ สำเภา หรือ แบงก์ อายุ 22 ปี นายนคร แคว้นเขตกัน, นายมงคล หรือหมง ผู้ต้องหาคดียิงตำรวจอยุธยาเสียชีวิต 3 นาย นอนคว่ำหน้า มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืนลูกซองเข้าบริเวณกลางหลังทั้ง 3 ราย ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์จอดล้มคว่ำ 2 คัน คันแรกยี่ห้อฮอนด้าเวป สีดำ ทะเบียน ยษ 992 กทม.และอีกคันยี่ห้อฮอนด้าเวป สีแดง ทะเบียน ขคพ 981 เพชรบูรณ์ ต่อมา พล.ต.ท. รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ พร้อมกับยืนยันว่า เป็นคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจอยุธยา ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนว่า ใครเป็นผู้ฆ่านายแบงก์และพวก
พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 1 ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำรวจกองปราบปราม และศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล ใช้เวลาติดตามตัวนายอัครพลมานานกว่า 9 วัน โดยเมื่อช่วงสายของเมื่อวันที่ 9 มกราคม มีประชาชนแจ้งข้อมูลว่า พบนายอัครพลกับเพื่อนอีก 3 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีดำ-แดง จากจังหวัดเพชรบูรณ์มุ่งหน้าเข้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากถูกตำรวจปิดล้อมตรวจค้นห้องเช่า ใน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ทั้ง 3 คน จึงหลบหนีกลับมาหาญาติ ตนเองจึงสั่งตำรวจออกสกัดจับ แต่นายมงคลและพวกอีก 2 คน ไหวตัวหลบหนี
ผบ.ช.ภ.1 กล่าวต่อว่า เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า การเสียชีวิตของคนร้าย น่าจะเกิดการตัดตอนของคนที่ให้การช่วยเหลือในการหลบหนี เนื่องจากนายอัครพลถูกตั้งค่าหัวถึง 5 แสนบาท และมีข่าวว่าจะเข้ามอบตัวกับตำรวจ จึงอาจทำให้คนที่ให้การช่วยเหลือนายอัครพลตลอดมา เกรงจะมีความผิด จึงฆ่าตัดตอนก่อน
แม่ปักใจเชื่อลูกถูกพาไปฆ่า นางรัตนา สำเภา มารดานายแบงก์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ระบุว่า ก่อนหน้าที่จะพบลูกชายเสียชีวิต ภรรยาของลูกชายบอกว่าแบงก์ได้โทรศัพท์มาหาและบอกว่าจะลาตาย ซึ่งแฟนก็คัดค้านไว้ ต่อมาตนก็มีโอกาสได้คุยโดยลูกบอกว่ามันจะเป็นไรหรือไม่หากจะมอบตัว ตนก็แนะนำว่าให้มอบตัว และบอกว่า 'ไม่เป็นไรหรอกลูก อาจจะได้ลดโทษสักครึ่งหนึ่งหรือติดคุกตลอดชีวิตก็ยังดี ถ้าทำดีอาจจะได้ลดโทษลงเรื่อยๆ'
นางรัตนา ยังระบุว่า ในการมอบตัวภรรยาของลูกบอกว่าได้ติดต่อดาบมาโนช อยู่ที่สภ.บางปะอิน ตอนแรกก็นัดกันว่าให้มอบตัววันที่ 8 มกราคม แต่แบงก์บอกว่าอยู่ไกลประมาณ 20 กิโลเมตร คงมาไม่ทัน ก็ให้มาวันที่ 9 มกราคมแทนตอน 08.00 น. ซึ่งตำรวจก็รับทราบเรื่องนี้ ซึ่งระหว่างการเดินทางแบงก์ก็ติดต่อมาตลอดว่าขณะนี้ถึงไหนแล้ว โดยนัดแนะว่าให้แม่ไปคอยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ลำนารายณ์ จ.ลพบุรี โดยตนก็อยู่กับดาบมาโนชตลอดเวลา ซึ่งแบงก์เองก็ติดต่อเข้ามาหาดาบมาโนช และตำรวจอีกชุดที่จะทำการมอบตัวตลอดเวลา ซึ่งดาบมาโนชเป็นผู้ประสานงานทั้งหมด เวลาตอนนั้นประมาณ 13.00-14.00 น.
แม่นายแบงก์ กล่าวต่อว่า จากนั้นก็นัดกันให้มารอที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นรีสอร์ตแถวลำนายรายณ์ แล้วตำรวจอยุธยามากันเยอะมาก ให้เราคอยที่นั่น แต่ต่อมาชุดของตำรวจอยุธยาก็ออกไป จากนั้นก็ขาดการติดต่อกับแบงก์ไป ทำให้รู้ว่าเราโดนหลอกแล้ว เพราะติดต่อกับลูกไม่ได้แล้ว ซึ่งขณะนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. แบงก์พยายามโทรหาดาบมาโนชแต่ก็ไม่คุยกันไม่ได้ 2-3 ครั้ง
'คิดว่าตอนนั้นแบงก์คงโดนรวบตัวไปแล้ว ว่าเราโดนหลอก เราโดนหลอกให้คอย นัดกันว่าให้แม่คอยรับลูก แม่ก็เตรียมเสื้อผ้าไป ตอนแรกตำรวจแนะนำวิธีการมอบตัว ให้แม่เข้าไปหาแบงก์และกอดคอพามาหาตำรวจ' นางรัตนา กล่าว และว่า จนกลางคืนกลับมาบ้านแม่ยังบอกดาบมาโนชว่าโดนหลอก ซึ่งต่อจากนั้นก็ติดต่อกับแบงก์ไม่ได้ แม่ยังคิดว่าถ้าแบงก์ได้ติดต่อมาบ้างก็เท่ากับว่าไม่โดนรวบตัว อาจจะเป็นว่าเปลี่ยนใจหรืออะไร ซึ่งคนในร้านอาหารก็ยังบอกว่ามีการพาขึ้นรถไปแล้ว
เมื่อถามว่าตอนนี้มาทราบว่าแบงก์เป็นศพอยู่จะทำอย่างไร นางรัตนา กล่าวว่า 'ก็ต้องไปรับลูก''ไม่คิดจะร้องเรียนอะไร แต่จะบอกผ่านสื่อว่าแบงก์ไม่ได้รับความยุติธรรม คนเขามอบตัวแล้วไม่น่าจะทำร้าย แบบนี้ไม่น่าเลย ประชาชนที่ไหนจะเชื่อถือได้ อยากบอกผ่านทุกคนว่าคนทำชั่วกลับใจ ถ้ากลับใจตอนหลังมันไม่มีประโยชน์ ไม่ร้องเรียนที่ไหนทั้งสิ้น แต่อยากจะบอกให้รู้ว่าความจริงเป็นแบบนี้ให้ประชาชนรู้ ร้านอาหารก็ยืนยันว่าหนึ่งในที่ถูกพาขึ้นรถไปมีแบงก์ด้วย' แม่นายแบงก์ กล่าว
เมื่อถามว่าแม่คิดว่าลูกถูกพาไปฆ่าทิ้งเลยหรือ นางรัตนา กล่าวว่า ค่ะ
ผบ.ช.ภ.1รีบแจงยันไม่ได้พาไปฆ่า แต่อาจถูกฆ่าตัดตอน
พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ระบุว่า เข้าใจนางรัตนา สำเภา มารดานายแบงก์ ว่าอาจจะยังมีความเคลือบแคลงอยู่ ตนก็เสียใจสิ่งที่เขาพูด ตำรวจทั้งหมดเป็นจำเลยกล่าวหาว่าตำรวจเราหลอก แต่เจตนาเราไม่มีเลย เราอยากได้ตัวนายแบงก์มาดำเนินคดีตามกฎหมาย บอกได้เลยว่าทุกอย่างเราทำให้ดีที่สุด ไม่มีเด็ดขาดว่าหลอกไปฆ่า
เมื่อถามว่าพนักงานร้านอาหารระบุว่ามีการรวบตัวจริง แต่วันรุ่งขึ้นก็ไปพบเป็นศพ พล.ต.ท.รชต กล่าวว่า ใครเป็นคนรวบตัว ตนไม่แน่ใจ เพราะทีมงานของตนที่ชุดที่ส่งไป 2 ชุดคือชุดของภาค 1 และของที่อยุธยาก็ไม่ได้เข้าไป เราไม่ได้ไปจุดนั้นแน่นอน ตนได้รับทราบแต่เพียงข่าวสารว่ามีคนไปรับตัวกลุ่มคนเหล่านั้น แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ที่ตายหรือไม่ ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกันเป็นใครก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือไม่ก็ไม่ทราบ เป็นไปได้ว่านายแบงก์ได้ร่วมกระทำความผิดในคดีอื่นอีก อาจจะเห็นว่าถ้าปล่อยให้แบงก์โดนจับก็จะมีปัญหา จึงต้องไปเอาตัวมาจัดการเสีย เหมือนฆ่าตัดตอน ถ้าให้มีชีวิตอยู่ก็จะให้การพาดพิงกับผู้เกี่ยวข้อง
ต่อข้อถามว่าหากเป็นกลุ่มพวกที่เสียผลประโยชน์หากนายแบงก์ถูกจับตัวกระบวนการไปรับตัวไม่อันตรายเกินไปหรือ ผบ.ช.ภ.1 กล่าวว่า ผมว่าถ้าเป็นตำรวจไม่น่าทำแบบนั้น ทั้งนี้ดูรูปการณ์แล้วอาจจะเป็นคนที่เขารู้จักกันแล้วเกิดมีปัญหากันหรือไม่ เพราะดูในกระเป๋าแล้วมีเงินนิดเดียว อาจเป็นไปได้ว่าพอไม่มีเงินก็ตกลงใจกันกลับมาบ้านมาหาเงินแล้วหนีต่อ 'ผมมองดูแล้วถ้าเป็นตำรวจไม่น่าจะเอามาทำที่อยุธยา เพราะว่าถ้าจะยิงทิ้งกันอย่างที่กล่าวหา ไปยิงที่ไหนก็ได้ครับ' พล.ต.ท.รชต กล่าว
เมื่อถามว่าได้รับรายงานหรือไม่ว่ามีการติดต่อดาบมาโนชเพื่อประสานขอมอบตัว ผบ.ช.ภ.1 กล่าวว่า ตรงนี้เบื้องต้นตนไม่ทราบ อาจจะมีทีมงานขอมอบตัวก็เป็นได้ เพราะตำรวจกดดันค่อนข้างหนัก ฝ่ายผู้ต้องหาเองก็ไม่สบายใจ แม่ผู้ต้องหาก็ไม่สบายใจ แต่การมอบตัวหรือไม่นั้นตนไม่แน่ใจว่านายแบงก์จะมอบตัวจริงหรือไม่ แม้จะมีการติดต่อวันนี้อาจจะรับปาก หรือสักครู่หนึ่งก็อาจจะไม่มอบตัวก็ได้ เพราะเขาหนีมาตลอด 2 ปี
'อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกัน ซึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับการตายของผู้ต้องหาทั้งหมด เวลานี้ผมเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจของพระนครศรีอยุธยา ประชุมเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้' พล.ต.ท.รชต กล่าว
ก่อเหตุโหดฆ่า 3 ตำรวจวันสิ้นปี
สำหรับนายอัครพล สำเภา ก่อเหตุยิงตำรวจทั้ง 3 นาย เสียชีวิต เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา และหลบหนีการจับกุมของตำรวจมาได้ทุกครั้ง โดยมีนายมงคล ยาตาล และนายนคร แคว่นเขตขัน เพื่อนสนิทพาหลบหนี ทั้งนี้ทั้ง 3 คน มีผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งใน อ.บางปะหัน ให้การช่วยเหลือ และส่งข้อมูลการเข้าจับกุมให้ตำรวจรู้ ซึ่งล่าสุดตำรวจกำลังติดตามพฤติกรรมชายคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะเชื่อว่าจะเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ต้องหาในการหลบหนี
ทั้งนี้ นายอัครพล เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีปล้นและข่มขืนหลายคดี และยังก่อเหตุใช้อาวุธปืนฆ่า ด.ต.โกสินทร์ มั่นพรหม ส.ต.ต.ศิลา แหวนเงิน และ จ.ส.ต.ปรีดา จ้อยจุฑา ตำรวจงานสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ขณะถูกตำรวจเข้าจับกุม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม และสามารถหลบหนีไปได้
บุกค้นร้านอาหารที่เพชรบูรณ์
ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1นำกำลังตำรวจกว่า 100 นายพร้อมอาวุธครบมือ เข้าตรวจค้นห้องเช่าใน ม.7 ต.บึงสามพัน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ของนายธีระ หนูสาลี อายุ 63 ปี โดยกระจายกำลังปิดล้อมเพื่อตรวจค้นนายอัครพล สำเภา หรือแบงก์ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาสังหารตำรวจอยุธยา 3 ศพ แต่ผลการตรวจค้นไม่พบตัว พบเพียงเศษอาหาร ถุงพลาสติกใส่แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าห่ม หมอนและหนังสือพิมพ์ ที่คนร้ายซื้อมาอ่านติดตามความเคลื่อนไหวการไล่ล่าของตำรวจ
จากการสอบสวนนายธีระ กล่าวว่า มีชายคนหนึ่งมาติดต่อเช่าห้องในราคา 700 บาท/เดือน จากนั้นในวันที่ 5 ม.ค. 51 ชายคนแรกที่มาติดต่อเข้ามาพักอาศัยพร้อมกับเพื่อนอีก 1 คน โดยตนไม่รู้ว่าชาย 2 คนเป็นใคร เพราะไม่ได้ตรวจสอบเอกสารใด ๆ แต่จากการดูภาพตามหมายจับแล้วคล้ายคลึงกับ นายอัครพล สำเภา หรือ แบงก์ อายุ 22 ปี และ นายมงคล ยาตาล หรือ หมง อายุ 20 ปี แต่ยอมรับว่าพบความผิดปกติหลายอย่าง โดยชายทั้ง 2 จะเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง ไม่สุงสิงกับใครและจะออกจากห้อง เฉพาะช่วงกลางคืนเพื่อออกไปซื้ออาหารเท่านั้น โดยสวมหมวกกันน็อคปกปิดใบหน้าทุกครั้งและรีบกลับเข้าห้องอย่างรวดเร็ว และเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมาเห็นชาย 2 คนดังกล่าวขับรถจักรยานยนต์ ออกจากที่พักแล้วหายไปจนถึงขณะนี้ยังไม่กลับมา
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า จากหลักฐานที่พบหลังตรวจค้นและคำให้การของเจ้าของบ้านเช่า ทำให้เชื่อได้ว่าจนถึงขณะนี้คนร้ายทั้ง 2 คนยังหลบหนีอยู่ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ และมั่นใจว่าจะจับคนร้ายได้ในระยะเวลาอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการจับเป็นหรือจับตาย ยอมรับว่าที่ผ่านมาคนร้ายมีญาติและเพื่อนสนิทให้การช่วยเหลือ โดยเฉพาะที่หลบซ่อนและช่วยเหลือในการหลบหนี อีกทั้งคนร้ายมีประสบการณ์การหลบหนีหมายจับเก่ามาถึง 2 ปี ทำให้ตำรวจต้องนำข้อมูลและข้อผิดพลาดมาประมวลผล เพื่อวิเคราะห์กำหนดทิศทางการทำงานใหม่อีกครั้ง และยังได้ขอความร่วมมือจากประชน หากพบเห็นคนร้าย หรือ ที่หลบซ่อน ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุด ให้แจ้งตำรวจได้ในทันที โดยยืนยันว่าจะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสไว้เป็นความลับ โดยมีการตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 500,000 บาท
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนประกอบการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย
และขอบคุณภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ