| ทำความรู้จักสไนเปอร์
พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์ สารากรบริรักษ์ 29 พ.ค.2554

อาชญากรรมทุกวันนี้ ค่อนข้างจะรุนแรงมากขึ้น คนร้ายใช้อาวุธสงครามมากกว่าที่จะใช้อาวุธปืนประจำกายชนิดอื่น เมื่อเสร็จงานก็โยนทิ้งทำลายไป โดยเฉพาะปืนเอ็ม 16 และปืนอาก้า เนื่องจากหาง่าย ราคาไม่แพง เป็นปืนไม่ถูกกฎหมายอยู่ในตัว อาวุธปืนดังกล่าวมาจากชายแดนด้านกัมพูชา พม่า และจากภาคใต้ของเรา แต่การใช้อาวุธปืนดังกล่าว การวางแผนสังหารใครสักคน จะต้องมีการวางแผน แบ่งงานกันทำ ทำให้ผู้ร่วมงานรับจ้าง มีหลายคน และอาจเกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน หากผู้ร่วมงานบางคนถูกจับ หรือหักหลังกันในภายหลัง เพราะฉะนั้น การก่ออาชญากรรมในอนาคตอันใกล้นี้ จะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการทำงานคนเดียว รู้คนเดียว หนีคนเดียว โอกาสพลาดไม่มี (กรณีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นการโจมตีระดมยิงทำนองรบแบบกองโจร ดูจากสภาพการยิงแล้ว ไม่มีทางหนีรอดไปได้ แต่ก็เกิดความพลาดมาแล้ว เนื่องจากตัวรถสูง เครื่องยนต์สูงและหนา มาเป็นเกราะกำบังอย่างดีให้นายสนธิ ประกอบกับ ดวงยังไม่ถึงที่ตาย หรือมีพระดี ก็ว่ากันไป ซึ่งหากการลอบสังหารครั้งนั้น ใช้รูปแบบสไนเปอร์ นายสนธิฯ อาจเหลือแต่ชื่อเท่านั้น )
การลอบสังหาร จะต้องใช้อาวุธปืนดี คุณภาพสูง ไม่พลาด ส่วนใหญ่จะลอบยิง และยิงที่ศีรษะเท่านั้น โอกาสรอดของเป้าหมายไม่มี โอกาสรอดของคนร้ายมี ผมได้ค้นหา พบบทความที่น่าศึกษา เกี่ยวกับ มือซุ่มยิง ซึ่งปกติมีแต่ในแวดวงทหารเท่านั้น แต่สมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี ก็ถูกลอบยิงลักษณะนี้มาแล้ว และเมื่อมาพบแผนประทุษกรรมคนร้ายของไทย ที่ยิง เสธแดง นายก อบจ.นครสวรรค์ และอีกหลายคดี ก็มีลักษณะเดียวกัน หรือเลียนแบบกัน เพราะปัจจุบัน ปืนยาวติดกล้อง ที่สำหรับใช้ยิงนก ก็นำมายิงคนได้แล้ว และไม่มีพลาด ด้วยเหตุนี้ เป็นเพียงการคาดการณ์ในอนาคตเท่านั้น ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องออกมาทำการควบคุม ป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ เกี่ยวกับอาวุธปืนยาว ที่ติดกล้อง รวมทั้งที่เก็บเสียง ที่อาจจะเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ การก่ออาชญากรรมลอบสังหาร โดยไม่ต้องรอให้เกิดคดีประเภทลักษณะดังกล่าวนี้

เจาะคลังอาวุธในกองทัพ หน่วยไหนมี ปืนสไนเปอร์ ?
ปืนสไนเปอร์ถูกกล่าวถึงอีกครั้ง หลัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพ ในฐานะผู้ดูแลความปลอดภัยให้กลุ่มแนวร่วมขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกลอบยิงในช่วงค่ำคืนวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา หลังจากอาวุธชนิดนี้ถูกพูดถึงหลายครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่อนุสรณ์สถานย่านดอนเมืองซึ่งพลทหารถูกยิงเสียชีวิต เมื่อไม่นานมานี้ ไม่มีหน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลใด ออกมายอมรับว่ามีการใช้สไนเปอร์จริงหรือไม่?
กระนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ในส่วนของกองทัพ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการร้ายสากล สังกัด กองบัญชาการกองทัพไทยเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีอาวุธชนิดนี้อยู่ด้วย โดยจัดซื้อครบชุดจาก บริษัท ยี.เอ็ช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด วงเงิน 7.6 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2552 พร้อมมีเครื่องมือเครื่องใช้ รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท อาทิ เครื่องมือเก็บกู้วัตถุระเบิด อุปกรณ์จัดเก็บและตรวจหาวัตถุระเบิดเครื่องมือสำหรับปฏิบัติการต่อต้านอาวุธเคมี- วชีวะ ชุดจุดระเบิดโนแนล กล้องตรวจการณ์สำหรับโจมตี กล้องตรวจการณ์ระยะไกลกลางวัน-กลางคืน ระเบิดขว้างแสง-เสียง นอกจากนี้ยังมี ปืนพก ,ปืนยาว ,ปืนลูกซอง ,เสื้อเกราะ, โล่ป้องกันกระสุน , กระสุนปืนซ้อมรบ,กระสุนปืนปฏิบัติการพิเศษ, อุปกรณ์โรยตัว, ,ระเบิดขว้างแสง-เสียง, อุปกรณ์สอดแนมสำหรับต่อต้านก่อการร้ายสากล , เครื่องตัดสัญญาณวิทยุและโทรศัพท์ ฯลฯ
บริษัท ยี.เอ็ช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก่อตั้งวันที่ 9 ตุลาคม 2517 ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 30 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ นายซารับยิตซิงห์ สัจจเทพ และ นายซัตวินเดอร์ซิงห์ สัจจเทพ ถือหุ้นใหญ่ นอกจากขายให้ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการร้ายสากล ยังค้าอาวุธให้หน่วยงานราชการอีกหลายแห่ง กระนั้นก็ มิได้หมายความว่า สไนเปอร์ ในกองทัพ ถูกนำมาใช้กับความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ยืนยัน ได้เช่นนั้น !
ถึงวันนี้ แน่ชัดแล้วว่า ลมหายใจของ เสธ.แดง หรือ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล ปลิดปลิวออกจากร่าง หลังถูกลอบยิงเมื่อค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา นอกจากความเศร้าสะเทือนใจของคนรักใคร่สนิทสนม ความตระหนกอกสั่นขวัญแขวนของแกนนำและผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บางส่วน รวมถึงมูลเหตุแห่งการลอบยิง เสธ.แดง ที่ถูกวิเคราะห์วิพากษ์ในวงกว้างทั้งยึดพื้นที่ข่าวได้ใหญ่โตแล้ว ยังมีอีกชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลนิรนามประเภทหนึ่ง ผุดโผล่ขึ้นมาอย่างเจิดจ้าท้าทาย และชวนให้ค้นหาคำตอบถึงที่มาที่ไปของเขา
ไม่มีใครรู้ว่ากระสุนนัดที่ปลิดชีพ เสธ.แดง หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มาจากทิศทางใด ที่แน่ๆ คือมันมาจากระยะไกลและเข้าเป้าอย่างแม่นยำ
ทันทีที่ข่าวการลอบสังหาร เสธ.แดง แพร่ออกไป สำหรับคอหนังแอ็กชั่นที่คุ้นเคยกับความแม่นยำระดับมัจจุราชนี้ คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นฝีมือของ สไนเปอร์ (Sniper)
ในประวัติการลอบสังหารหรือสั่งเก็บในเมืองไทย การเรียกใช้สไนเปอร์มีน้อยครั้งมากไม่เกินนิ้วมือข้างขวา เพราะมือปืนระดับนี้ ใช่ว่าจะหาได้ทั่วไปตามซุ้ม แต่ต้องเป็นระดับมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก มียุทโธปกรณ์ทันสมัย และต้องมีทีมชี้เป้าที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีคนสงสัยว่าน่าจะมีคนของกองทัพเอี่ยวด้วย
สไนเปอร์คือใคร?
ข้อมูลทั่วไปที่รับรู้กันก็คือ พวกเขาคือพลซุ่มยิงจากระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง ในระดับที่เรียกกันว่า หนึ่งนัด หนึ่งชีวิต และสำหรับพลเรือนทั่วๆ ไป การรู้เพียงเท่านี้ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
เป็นบุคคลประเภทที่เกิดมาเพื่อ 'ทำลายเป้าหมาย' อย่างแม่นยำ ชื่อของเขาคือ 'สไนเปอร์' (Sniper) หรือ 'พลซุ่มยิง'
สไนเปอร์...พลซุ่มยิงระดับโลก
สไนเปอร์ เป็นหน่วยหนึ่งในกองกำลังทหารและตำรวจ มีความสามารถสูงในเรื่องของการยิงปืนในระยะไกล ทำหน้าที่ยิงเพื่อหวังผลจำกัดการเคลื่อนไหวหรือการปฏิบัติการของข้าศึกจากระยะไกล รวมถึงมีการอำพรางตัว มีความสามารถเฉพาะในการยิงจากที่กำบัง เพื่อไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวระหว่างรอยิง ใช้ปืนที่มีลักษณะเฉพาะในการยิงไกล พลซุ่มยิงมักทำงานร่วมกับพลชี้เป้า (Spotter) อาวุธของพลซุ่มยิงก็คือปืนไรเฟิลยาวที่มีความแม่นยำสูงและมีระยะการยิงหวังผลที่ไกลกว่าปืนประเภทอื่น ปืนไรเฟิลสำหรับสไนเปอร์จะมีอุปกรณ์ช่วยเล็งหรือที่เรียกกันว่า สโคป ซื่งมีลักษณะเสมือนกล้องส่องทางไกลไว้ช่วยเล็ง
ลักษณะทั่วๆ ไปของปืนไรเฟิลสไนเปอร์คือ มีสโคป ลำกล้องยาว พานท้ายออกแบบให้ง่ายต่อการยิงในท่าหมอบคลาน มีขาทรายสำหรับพาดประคองปืนให้แม่น
เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2543 ในอัฟกานิสถาน มีการบันทึกระยะซุ่มยิงที่ไกลที่สุดคือ 2,430 เมตร ผู้ยิงคือ สิบโทร็อบ เฟอร์ลอง โดยใช้กระสุนฮอร์นาดี A-MAX เวรี่ โลว์ แดร็ก หนัก 70 เกรนขนาด .50 คาลิเบอร์และปืน TAC-50 แมคมิลแลนด์
แต่ไม่ว่าใครจะยิงได้ไกลเพียงใด ก็คงไม่โด่งดังเท่ากับ สไนเปอร์เบอร์ 1 ของโลก อย่าง ไซโม ฮายาซ ซึ่งเป็นทหารฟินแลนด์ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพลซุ่มยิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับประวัติโดยคร่าวๆ นั้น มีอยู่ว่า เดิมที ฮายาซเป็นเพียงชาวนาคนหนึ่ง ก่อนเข้าไปรับใช้ชาติเมื่อปี 2468 และในช่วงที่รัสเซียโจมตีฟินแลนด์ตั้งแต่ปี 2482-2483 เขาก็ก้าวขึ้นไปเป็นพลซุ่มยิงเพื่อสังหารทหารกองทัพรัสเซีย
อาวุธคู่กายของพลซุ่มยิงผู้ยิ่งยง คือ ปืนยาวโมซินนากังค์ เอ็ม 28 ซึ่งทหารโซเวียตที่พ่ายให้กับกระบอกปืนของฮายาซ (ที่ได้รับการยืนยัน) มีอยู่ 542 ศพ
1 เมษายน ปี 2545 ฮายาซเสียชีวิตที่หมู่บ้านโรคอลาซติ ใกล้พรมแดนรัสเซีย ด้วยวัย 97 ปี เขาใช้ชีวิตในบั้นปลายก่อนสิ้นลมด้วยการเป็นนักล่ากวางมูสและเพาะพันธุ์สุนัข
สไนเปอร์ เป็นคนแบบไหน?
ร่างกายต้องแข็งแรง สมบูรณ์ สายตาดี หูดี มีสติ อารมณ์นิ่ง ซึ่งแต่ละหน่วยเขาก็จะคัดเพื่อเข้าเรียนตามหลักสูตรอีกที ที่สำคัญต้องเป็นคนอารมณ์ดี มีสติเป็นคำบอกกล่าวจากพลตรีท่านหนึ่งที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ซึ่งให้ข้อมูลว่า สไนเปอร์หรือพลซุ่มยิง จะทำการฝึกในรูปแบบเฉพาะ มีหลักสูตร มีเหรียญตรามอบให้ ส่วนอุปกรณ์สำคัญในการฝึกก็มีการใช้กล้องเลนส์ ใช้ปืนยาวในการทำงาน ส่วนเหตุผลที่ต้องมีการฝึกฝนเป็นพิเศษนั้น ก็เนื่องจาก
สไนเปอร์เขามีไว้ยิงเฉพาะผู้นำ ผู้หมวด ผู้กอง หรือผู้พัน ซึ่งเป็นผู้นำทุกระดับ พวกนี้มีหน้าที่ตามล่าพวกผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม เป็นคุณสมบัติและการคัดกรองที่สอดคล้องกับความเห็นของ สรศักดิ์ สุบงกช คอลัมน์นิสต์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งแสดงทัศนะไว้ว่า คนที่จะเป็นพลซุ่มยิงได้นั้น...
ต้องเป็นโดยธรรมชาติ คือต้องมีอุปนิสัยที่ดำรงตนอยู่คนเดียวได้ ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากได้ ไปนอนหมกทราย หมกโคลน ซุ่มอยู่ได้เป็นวันๆ และต้องใจเย็นมากๆ แล้วก็ต้องผ่านการฝึกที่ละเอียดและโหดมาก ถ้าฝึกได้และผ่านขั้นนี้ไปได้ ก็เป็นสไนเปอร์ได้
และเพราะมีเหรียญตราอันทรงเกียรติมอบให้ ทั้งมีการฝึกตามหลักสูตรที่มีรูปแบบเฉพาะ 'พลทหารเกณฑ์' ทั่วไป จึงคล้ายว่ายังห่างไกลจากสถานภาพ 'พลซุ่มยิง' นี้ ดังเช่นประสบการณ์ตรงของ พรศักดิ์ เมืองมา หนุ่มวัย 22 ปี ซึ่งเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ไม่นาน เล่าว่า ก่อนจับใบแดงเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ที่ค่ายทหารในจังหวัดเชียงใหม่นั้น ตัวเขารับรู้เกี่ยวกับพลซุ่มยิงผ่านทางสื่อหลากแขนง ทั้งภาพยนตร์ หนังสือ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิดีโอเกม
แต่ครั้นได้เข้าไปเป็นพลทหารประจำการอยู่ในค่ายทหารเมื่อปี 2549-2550 อาวุธที่พรศักดิ์ได้รับการฝึก ก็มีเพียงปืนเอ็ม 16 และปืนเล็กเท่านั้น พรศักดิ์บอกว่า เขาไม่ได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับพลซุ่มยิงและไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับการฝึกใช้ปืนไรเฟิลซึ่งเป็นอาวุธหลักของพลซุ่มยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
'สไนเปอร์' นามนี้...แสนสะพรึง
กลับสู่ความเป็นจริงของสถานการณ์ปัจจุบันที่ความรุนแรงปะทุขึ้นเกินยับยั้ง และไม่ว่าจะเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม พลซุ่มยิงนายหนึ่ง ก็ได้พาตนเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนี้แล้ว
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าที่สถานีข่าวทุกช่องต่างฉายภาพ เสธ. คนดัง ถูกลอบยิง ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แท้แล้ว สไนเปอร์ ก่อกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
มันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า การใช้สไนเปอร์เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ แต่ก็มีการสันนิษฐานว่า ตั้งแต่มนุษย์มีการใช้ธนู หรือปืนคาบศิลาก็เริ่มมีการใช้พลซุ่มยิงแล้ว โดยมุ่งไปที่ความได้เปรียบในการทำลายเป้าหมาย และไม่มีใครรู้ได้ว่าเป้าโดนซุ่มยิงมาจากทิศทางไหน ในบ้านเราก็มีสมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นพลซุ่มยิงอันดับแรกๆ เลย เมื่อครั้งที่พระองค์ยิงแม่ทัพพม่า โดยยิงข้ามแม่น้ำสะโตง
สรศักดิ์เกริ่นถึงความเป็นมานับแต่เก่าก่อนของพลซุ่มยิง หรือ สไนเปอร์ ทั้งเพิ่มเติมว่าในโลกที่อาวุธถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นจากธนู ปืนคาบศิลา สไนเปอร์ก็ไม่ได้หายไปไหน ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดฝีมือ
ในสมัยสงครามปฏิวัติอเมริกาที่จอร์จ วอชิงตัน รบกับอังกฤษ ตอนนั้นก็มีการใช้พลซุ่มยิงกันแล้ว แล้วถ้าพูดถึงสงครามสมัยใหม่ เขาก็เริ่มใช้สไนเปอร์กันเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มนุษย์เริ่มผลิตปืนไรเฟิลขึ้นมา แล้วก็คิดหาวิธีที่จะทำให้สามารถยิงปืนไรเฟิลได้แม่นยำ ดังนั้น ก็ต้องมีการนำกล้องไปติดที่ปืน ทำให้มันมีคุณสมบัติพิเศษ คือนอกจากจะโดนเป้าอย่างแม่นยำแล้ว ยังลดผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น เพราะมันโดนแต่เป้าที่อยากให้โดนเท่านั้น อย่างอื่นไม่ถูกทำลาย
เมื่อเอ่ยถึงปืนไรเฟิล สรศักดิ์ก็ไม่ลืมที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธชนิดนี้ว่า
ถ้าถามว่าปืนไรเฟิลคืออะไร ในชื่อภาษาไทย ไรเฟิลก็คือปืนเล็กยาว เป็นอาวุธประจำกายของทหารราบ ลักษณะของปืนเล็กยาวกับปืนซุ่มยิงต่างกันยังไง ก็ต้องดูว่าปืนที่จะนำมาใช้ในการซุ่มยิงต้องใช้ในลักษณะใด คำตอบก็คือ ถ้ายิงไกล ลำกล้องต้องยาว กระสุนต้องมีหัวใหญ่ เพื่อให้มีดินขับไปได้ไกลตามระยะ ถ้ายิงระยะไกลก็มักใช้ .338 หรือถ้าต้องการทำลายมากกว่าคนก็ใช้ .50 คาลิเบอร์
"เป้าหมายก็มีตั้งแต่ทำลายหัวหน้าหน่วยทหาร ทำลายยานเกราะเบา แล้วก็เสาอากาศวิทยุ จานเรดาร์ อย่างทหารอเมริกาก็ใช้สไนเปอร์ยิง .50 คาลิเบอร์ ใส่จานเรดาร์ของอิรักก่อนจะบุก เมื่อบุกได้แล้วก็ยิงทหารอิรัก
นอกจากนั้น สรศักดิ์ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่พลซุ่มยิงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ถ้าพูดถึงเหตุการณ์สำคัญก็คือในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัสเซียใช้พลซุ่มยิงประชาสัมพันธ์ผลงานของกองทัพ พลซุ่มยิงคนนั้นก็คือ วาสิลี ซาอิเซฟ "
สรศักดิ์เล่าว่า รัสเซียใช้ผลงานของ วาสิลี ซาอิเซฟ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารของตน ในการสู้รบครั้งประวิติศาสตร์กับเยอรมันเมื่อปี 2485-2486 ส่วนเยอรมันเมื่อถูกพลซุ่มของรัสเซียยิงทำลายเป้าหมาย ก็ส่งพลซุ่มยิงระดับครูมาบ้าง เรื่องนี้มีการเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อสองคนนี้มาดวลกัน วาสิลี ซาอิเซฟ ก็สามารถฆ่าพลซุ่มยิงของเยอรมันได้ และมีการนำปืนอาวุธประจำกายของพลซุ่มยิงคนนั้นไปตั้งแสดงอยู่ที่กรุงมอสโกด้วย
แต่นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้แล้ว ในสงครามต่างๆ ก็ยังมีการใช้พลซุ่มยิงอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เป็นการใช้ในทางลับ สำหรับเหตุการณ์ที่รับรู้ข้อมูลอย่างชัดแจ้งในสงครามต่างๆ นั้น ก็มักเป็นไปเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สร้างขวัญและกำลังใจ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่ามีความเหนือกว่าในด้านยุทธวิธี ทั้งเป็นการหวังผลทางจิตวิทยา คือมุ่งทำลายขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้าม
แล้วการยิง เสธ. แดง ถือเป็นการยิงเพื่อหวังผลทางจิตวิทยา คือทำลายขวัญและกำลังใจหรือไม่? สรศักดิ์สะท้อนมุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า
ผมไม่คิดว่าการยิง เสธ.แดง เป็นเรื่องของการหวังผลทางจิตวิทยาอะไร แต่ผมคิดว่า เสธ.แดง อาจจะกำความลับอะไรไว้เยอะ แล้วก็มีคนจองกฐินแก อยากจะให้แกเงียบซะ แล้วถ้าถามผมว่ากองทัพอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า? มันไม่มีอะไรดีกับกองทัพเลยครับ เพราะตอนนี้รัฐบาลต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง จะปราบม็อบก็ต้องใช้มาตรการตั้งแต่เบาไปหาหนัก ถ้าจะฆ่า เสธ.แดง ก็หมายความว่าข้ามขั้นตอน 1-2-3-4-5 ไป เพราะฉะนั้น ผมไม่เชื่อว่ากองทัพจะทำ

นอกจากสรศักดิ์แล้ว ภิญโญ แก้วภิญโญ ก็นับเป็นพลเรือนอีกผู้หนึ่ง ที่มีความเชี่ยวชาญและรอบรู้ด้านอาวุทธยุทโธปกรณ์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ปืนลูกซองและปืนไรเฟิล เขาเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมบอกเล่าถึงประสิทธิภาพของอาวุธในมือพลซุ่มยิง รวมถึงลักษณะการทำงานในแต่ละสถานการณ์
ลักษณะการทำงานของพลซุ่มยิงขึ้นกับสถานการณ์ หากไปทำงานในสงครามตามชายแดน พลซุ่มยิงจะกระจายกันไปทำงานเดี่ยวๆ เพื่อต่อสู้กับพลซุ่มยิงของอีกฝ่าย แต่หากกรณีสงครามกลางเมืองหรือการสลายการชุมนุม พลซุ่มยิงจะทำงานเป็นทีม มีคนบอกเป้าซึ่งมีกล้องส่องที่ให้มุมกว้างกว่ากล้องที่ติดกับปืน จะทำหน้าที่ชี้เป้าผู้ต้องสงสัยที่อาจก่อความไม่สงบ ทั้งนี้ทั้งนั้น พลซุ่มยิงจะไม่มีอำนาจตัดสินใจปลิดชีพใครโดยพลการ
ภิญโญแสดงความเห็นว่า พลซุ่มยิงไม่จำเป็นต้องซุ่มอยู่ตามที่สูงเท่านั้น อาจอยู่บนพื้นราบก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยปืนกับกล้องส่องที่พลซุ่มยิงใช้จะถูกปรับแต่งไปตามสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งกล้องติดปืนจะมีประโยชน์สำหรับการชี้เป้าที่แม่นยำ ไม่ให้พลาดไปถูกผู้บริสุทธิ์หรือผิดจากเป้าหมาย
กล้องส่องต้องมีคุณภาพสูง ปืนมีความแม่นยำสูงมากๆ เข้าเป้าทุกนัด เล็งตรงไหนต้องเข้าเป้าตรงนั้น แม่นยำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
จะแม่นยำมากหรือน้อยเพียงใด ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสไนเปอร์เท่าที่มีการจารึกไว้ ก็น่าจะยืนยันได้ดีถึงการทำลายล้างอันทรงอานุภาพซึ่งยากจะต่อกรได้โดยง่าย
ขอบคุณ ข้อมูลดีดี จาก http://www.nightsiam.com/forum/index.php?topic=2022.0
..................

มติชน
เปรี้ยง !!! ร่างพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง แกนนำเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์ ร่วงลงไปกองกับพื้น
เลือดสีแดง ทะลักออกมา จากรูกระสุนปืนที่เจาะกระโหลก
รวดเร็วและรุนแรง จากพลซุ่มยิง ที่ใช้ สไนเปอร์ เป็นอาวุธ
เช่นเดียวกับ กระสุนที่เจาะหัวพลทหาร บนถนนวิภาวดี บริเวณอนุสรณ์สถาน
ไม่นับอีกหลายสิบศพ บนถนนราชดำเนิน และอีกมามายบนแยกราชประสงค์
มีคำกล่าวว่า พลซุ่มยิงว่าเป็นฆาตกร หมาลอบกัด คนขี้ขลาด หรือไม่ใช่สุภาพบุรุษ
แต่ถ้ามองลึกลงไปในประวัติศาสตร์แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภารกิจของพลซุ่มยิงได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมายจากสมรภูมิ และช่วยลดการสูญเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็น
..นั่นก็เพราะกระสุนของพลซุ่มยิงที่ปล่อยออกไปหนึ่งนัด หมายถึงเพื่อนทหารอีกหลายสิบคนจะได้กลับบ้านโดยมีลมหายใจ
ตำนานของพลซุ่มยิง มีการถ่ายทอดเป็นหนังสือนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีหนังสือเล่มใด บอกเล่า ประวัติศาสตร์ของการซุ่มยิงและเรื่องราวพลซุ่มยิงที่กลายเป็นตำนาน ได้น่าสนใจเท่ากับ หนึ่งนัด หนึ่งศพ (One Shot-One Kill) ของ ชาร์ลส์ ดับเบิลยู แซสเซอร์ และ เครก รอเบิร์ตส์ อดีตทหารผ่านศึก ถ่ายทอดเนื้อหาภาษาไทยโดย นภดล เวชสวัสดิ์
ซึ่งล่าสุด สำนักพิมพ์ มติชน เพิ่งวางแผงไปไม่นานนี้
หนึ่งนัด หนึ่งศพ บอกเล่าประวัติศาสตร์ของการซุ่มยิงและเรื่องราวพลซุ่มยิงที่กลายเป็นตำนาน อาทิ วาสิลี่ ไซเซฟ พลซุ่มยิงรัสเซียที่ทำให้ทหารเยอรมันขวัญผวา
จอห์น ฟัลเชอร์ พลซุ่มยิงอินเดียนแดง ที่นำลูกน้องไล่ล่านาซีแล้วถลกหนังหัว
คาร์ลอส แฮธคอค พลซุ่มยิงอเมริกันผู้ปฏิบัติการห้าวหาญจนเวียดกงต้องตั้งค่าหัว
หนังสือ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ จดหมาย แฟ้มข้อมูลทางทหาร รวมถึงการสัมภาษณ์พลซุ่มยิงที่ยังมีชีวิต แล้วนำเรื่องราวมาร้อยเรียงด้วยภาษาที่เรียบง่าย กระชับ สะท้อนให้ภาพชีวิตของทหารหาญเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ต่างจากการดูเรียลลิตี้ ตามติดชีวิตพลซุ่มยิงในสมรภูมิ
มีคนเคยกล่าวว่า หากไม่มีการประจันหน้าระหว่างสองฝ่าย หรือเปิดฉากยิงสู้รบกัน แสดงว่า ณ ที่นั้นไม่มีสงคราม
ทว่าถ้อยคำนี้ใช้กับพลซุ่มยิงไม่ได้ เพราะนักรบเหล่านี้คือผู้นำสงครามไปหาศัตรู กระสุนที่พวกเขาปล่อยออกไป หมายถึงวิญญาณของอีกฝ่ายที่หลุดลอยออกจากร่าง
.. สงครามเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องเปิดฉากยิงสู้รบกัน
หนึ่งนัด หนึ่งศพ (One Shot-One Kill) ของ ชาร์ลส์ ดับเบิลยู แซสเซอร์ และ เครก รอเบิร์ตส์ อดีตทหารผ่านศึก ที่ทำมาแล้วหลากหลายชีพ กระทั่งผันตัวเองมาเป็นนักเขียนประวัติศาสตร์การทหารและมีผลงานขายดีมากมาย ทั้งคู่ค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร จดหมาย บันทึกของกองทัพ รวมทั้งสัมภาษณ์บรรดาพลซุ่มยิงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อบอกเล่าวีรกรรมอันหาญกล้า และสถานะพลซุ่มยิง ที่บางครั้งถูกตราหน้าว่าฆาตกรเลือดเย็น
ใน หนึ่งนัด หนึ่งศพ เราจะได้เห็นความน่าทึ่งในตัวทหารหาญเหล่านี้ พวกเขานับว่าเป็นมนุษย์ประหลาด ที่สามารถซุ่มคอยอย่างใจเย็น อดอาหารได้หลายวัน ถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่กับที่โดยไม่ยอมเคลื่อนไปไหน รอเพื่อจะได้ส่งกระสุนเพียงนัดเดียวปลิดชีพศัตรู นอกจากนี้ พลซุ่มยิงยังต้องเคร่งครัดในวินัย และตัดสินใจเด็ดขาด เพราะวินาทีที่ปล่อยกระสุนอาจหมายถึงความตายของศัตรูหรือไม่ก็หายนะของตนเอง
หนังสือ พาเราย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การซุ่มยิง ตั้งแต่สงครามในยุโรปจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าพลซุ่มยิงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่สร้างความได้เปรียบในสมรภูมิ ประวัติศาสตร์ของสงครามประกาศเอกราชอเมริกาคงเปลี่ยนไป ถ้าเพียงร้อยเอกแพตทริก เฟอร์กูสัน พลแม่นปืนอังกฤษส่งกระสุนทะลวงกลางหลัง จอร์จ วอชิงตัน ที่กำลังชักม้าเดินจากไป หรือ รัสเซียในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคงต้องสูญเสียกำลังพลไปมากกว่านี้
หากไม่ได้ วาสิลี ไซเซฟ พลซุ่มยิงมือดีจากเทือกเขาอูราลที่ทำให้ทหารเยอรมันกลัวลูกกระสุนจนไม่กล้าออกมายืนในที่โล่ง กองทัพสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามคงต้องสูญเสียขวัญกำลังใจมากยิ่งขึ้น หาก คาร์ลอส แฮธคอค ไม่ขันอาสาบุกเดี่ยวเข้าไปในฐานของนายพลเวียดนามเหนือ แล้วปลิดชีพเขาด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว
นอกจากนี้ ในส่วนของบทสัมภาษณ์พลซุ่มยิงกว่า 10 นาย ผู้เขียนเรียบเรียงด้วยภาษาที่กระชับ เข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึก ที่เปี่ยมด้วยความกดดัน หวาดกลัว และความเชื่อมั่น ของบรรดาพลซุ่มยิง ขณะนั่งพรางตัวซุ่มรอข้าศึกด้วยความอดทนในสนามรบ ตัวหนังสือเหล่านี้ฉายภาพชัดเจนเสียจนเราพาลนึกว่าได้เข้าไปนั่งเคียงข้างพลซุ่มยิงในสมรภูมิแห่งนั้นจริงๆ
หากดูจากสถิติ นับเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกินที่จะปลิดชีวิตทหารศัตรูในสนามรบ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สัมพันธมิตรโปรยปรายกระสุนราว 25,000 นัดสังหารทหารศัตรูหนึ่งนายให้เสียชีวิต สัดส่วนกระสุนต่อศพไต่สูงขึ้น กองกำลังสหประชาชาติในเกาหลีใช้กระสุน 50,000 นัดต่อหนึ่งศพศัตรู ในเวียดนาม ทหารจีไอใช้ปืนเอ็ม-14 เมื่อเริ่มสงคราม และเปลี่ยนมาเป็นเอ็ม-16 ในเวลาต่อมา ผลาญกระสุน 200,000 นัดต่อศัตรูหนึ่งซาก
สถิติน่าอัศจรรย์เพิ่มหลายเท่าตัวเมื่อพิจารณาทักษะของนักรบบางเรื่อง นักรบสายตาแหลมคม ความอดทนข่มกลั้นไร้ที่สิ้นสุด การพรางตัวแฝงซ่อนและเดินป่าเป็นเลิศ พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าอาวุธทรงประสิทธิภาพที่สุดในสนามรบคือ กระสุนนัดเดียว เล็งเป้าประณีต การแกะรอยศัตรูเหมือนการล่าสัตว์ใหญ่ พลแม่นปืนตราปรัชญาแจ้งชัดแล้วว่า กระสุนนัดเดียวเข้ากลางเป้า กระสุนราคาไม่กี่เซ็นต์ ยิงด้วยความแม่นยำดุจศัลยแพทย์ฝีมือประณีต ปลิดชีวิตศัตรูได้ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าระเบิดหนึ่งพันปอนด์ที่ทิ้งเปะปะ
ในแง่สถิติ พลซุ่มยิงที่ผ่านการฝึกมาแล้ว ใช้กระสุน 1.3 นัดต่อศัตรูหนึ่งศพ
หมาป่าโดดเดี่ยวคนหนึ่งรอดมาได้ในสมรภูมิ นายพลจอร์จ โอ. ฟานโอเด็น นาวิกโยธินสหรัฐฯ เขียนในรายงานรุกเร้าให้มีการใช้พลซุ่มยิงในการรบ เขาไม่ออกล่าเหยื่อร่วมกับฝูง ทำงานคนเดียวหรือมีเพื่อนร่วมทางอีกคน เขาจะซ่อนตัวใกล้จุดปะทะ บางคราวซ่อนตัวอยู่หลังผนังของซากกระท่อมที่ยับเยินจากการยิงถล่มของปืนใหญ่ ห่างไกลจากแนวของตน อีกครั้ง เมื่อถึงยามค่ำคืน เขาจะคืบเคลื่อนไปในท้องทุ่งปุพรุนจากกระสุนปืนใหญ่ แทรกร่างเข้าไปในดินโคลน
การล่าของเขามิใช่การสาดห่ากระสุนเข้าใส่หมวดทหารหรือกองร้อย หากแต่เป็นการเด็ดหัวข้าศึกจากการเล็งอย่างดีปล่อยกระสุนฉับไวเข้าใส่คนเพียงคนเดียว
เขาเป็นตัวก่อกวนเล็กจิ๋วในมหาสงคราม เขาจะรังควานศัตรู
เขาจะกระหน่ำประสาทของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามทั้งสูงทั้งต่ำอย่งไม่รู้จบสิ้น ก่อนไรเฟิลของเขาจะแผดเสียง ก่อนเขาจะย้อนกลับมาชุมนุมกับเพื่อนพ้อง เขาจะเป็นภัยรังควานที่ศัตรูหวาดกลัวยิ่งกว่าเสียงหวีดหวิวจากกระสุนปืนใหญ่หรือการระเบิดจากปืนครก กระสุนของเขาปลิวมาจากที่ที่ไม่มีผู้ใดทราบ

มะกันช็อก สไนเปอร์มือสังหารอันดับ 1 โดนยิงตาย
บีบีซีรายงานวันที่ 4 ก.พ.56 ว่าเกิดคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญชาวอเมริกัน เมื่อนายคริส ไคล์ อดีตนายทหารหน่วยซีลของกองทัพสหรัฐ เจ้าของฉายา "สไนเปอร์ที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา" ถูกยิงตายในสถานฝึกซ้อมยิงปืนในรัฐเท็กซัส พร้อมเพื่อน จบชีวิตด้วยวัย 38 ปี
ต่อมาหลังเกิดเหตุ 5 ชั่วโมง ตำรวจจับกุมคนร้ายผู้สังหารสไนเปอร์รายนี้ได้ เป็นชายอายุ 25 ปี ชื่อเอ็ดดี้ เรย์ เราธ์ ถูกจับได้ในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 110 ก.ม. การสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายไคล์และเพื่อนบ้านชื่อ แชด ลิตเติลฟิลด์ พานายเราธ์ไปที่สนามยิงปืน เพื่อจะช่วยบรรเทาอาการกดดันและหลอนทางจิตใจหลังกลับจากสนามรบ (PTSD-post-traumatic stress disorder) แต่นายเราธ์กลับยิงคนทั้งสองตาย
นายไคล์เขียนหนังสือขายดีในปีที่แล้ว เรื่อง American Sniper บอกเล่าถึงจิตวิทยาของคนเป็นนักแม่นปืน หรือสไนเปอร์ หลังจากยิงสังหารเหยื่อไปราว 255 ราย โดยปฏิบัติภารกิจนี้ 4 ครั้งในสงครามอิรัก แต่กระทรวงกลาโหมบันทึกสถิติการยิงเหยื่อของไคล์ไว้ที่ 160 ศพ
นายสกอต แม็กอีแวน ผู้ร่วมเขียนหนังสือกับไคล์กล่าวว่า ช็อกมาก เพราะไคล์ผ่านศึกสงครามและอะไรมาเยอะ แต่กลับจบชีวิตเช่นนี้ ทั้งที่มีอีกหลายวิธีที่จะถูกสังหารได้ แต่กลับถูกยิงตาย |