พ.ร.บ.ล้มละลาย 2483  ล้มละลาย

song yong joon
เรื่องที่เกี่ยวกับการล้มละลายนี้ เคยมีผู้สอบถามมาหลายครั้ง ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับความเติบโตของบ้านเมือง ผมได้รวบรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการที่จะถูกฟ้องตกเป็นคนล้มละลายตามกฎหมายใหม่ สมัยผมศึกษา หนี้สินล้นพ้นตัว วงเงินแค่ 5 หมื่นบาท ก็สามารถตกเป็นคนล้มละลายได้แล้ว มาดูและศึกษาสภาพปัจจุบันกันดีกว่า
การล้มละลายมีมานานแล้ว โดยหลักแล้วการที่จะเป็นคนล้มละลาย คือคนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว หนี้สินล้นพ้นตัว ก็คือ มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะในวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าหากไม่มีกฎหมายออกมาจัดการตรงนี้ สังคมน่าจะวุ่นวาย เพราะคนที่มีหนี้สินอยู่แล้ว จะไปหลอกลวง สถาบันการเงินหรือคนอื่น ให้เข้ามามีนิติกรรมสัมพันธ์กับตัวเอง อีกฝ่ายจะไม่ทราบว่าคนนี้ไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ ก็ไปก่อหนี้ก่อสินอีก กฎหมายก็เลยต้องมาควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดให้คนๆนี้เข้าไปทำกิจกรรมหรือนิติกรรมทางการเงินต่อไปอีก
ข้อสังเกตที่ว่า ทำไมไม่ฟ้องคดีเป็นคดีแพ่ง ทำไมถึงต้องฟ้องล้มละลาย ผมจะเปรียบเทียบง่าย ๆ การฟ้องคดีแพ่ง ก็คือ ฟ้องส่วนตัว ผมฟ้องคุณ 100 ล้าน ผมก็บังคับเอาได้กับคุณได้ 100 ล้าน โดยเฉพาะของผมเองเท่านั้น เจ้าหนี้รายอื่นไม่เกี่ยว
แต่ถ้าฟ้องล้มละลาย พอผมฟ้องคุณ 100 ล้าน เจ้าหนี้คนอื่นสามารถที่จะมารวบรวมและขอส่วนแบ่งใน 100 ล้านจากทรัพย์สินของคุณได้ มันต่างกันตรงนี้คือ ถ้าฟ้องล้มละลาย มันเสมือนหนึ่งเป็นการรวบรวมเอาทรัพย์สินทั้งหมดมาแบ่งให้กับเจ้าหนี้คนอื่นๆ และถ้าหากบุคคลนั้นตกเป็นบุคคลล้มละลายโดยคำพิพากษาของศาล บุคคลนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งมันก็ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่า มันไปจำกัดสิทธิลิดรอนในการทำนิติกรรมต่างๆของเค้า เป็นระยะเวลาถึง 3 ปี ในกรณีบุคคลธรรมดา
เมื่อคุณถูกฟ้องล้มละลาย มันก็เหมือนทางคดีแพ่ง คุณก็สามารถที่จะยื่นคำให้การในคดีว่า คุณมีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างที่ฟ้องไหม? ถ้าคุณยังมีทรัพย์สินอย่างอื่น ที่คุณคิดว่ามันมีทรัพย์สินเพียงพอที่ชำระหนี้ได้ และก็ไม่เกินตัว คุณก็สามารถที่จะยื่นไปในคดีได้ จะได้ไม่ตกเป็นคนล้มลาย ผมยังมีทรัพย์สินตรงนี้อยู่ ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายตรงนี้ ก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อสู้คดีได้ หรืออีกกรณี เพื่อที่จะไม่ให้ตกเป็นคนล้มละลาย เราสามารถที่จะขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ได้ ประนีประนอมหนี้ อาจจะขอชำระบางส่วนได้ไหม เพื่อที่จะไม่ให้ตนเป็นคนล้มละลาย ถ้าผ่านกระบวนการตรงนี้ คือคุณไม่ได้ยื่นคำให้การเข้าไป ไม่ได้ขอประนอมหนี้ ศาลก็จะตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะเป็นองค์กรที่เข้ามารวบรวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของลูกหนี้คนหนึ่ง
เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อคุณตกเป็นผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จะทำอะไรไม่ได้เลย ทั้งรายรับ รายจ่าย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเรียกคุณไปไต่สวนสอบถามว่า คุณมีรายได้เท่าไหร่ คุณมีเจ้าหนี้ที่ไหนบ้าง คุณมีลูกหนี้ที่ไหนบ้าง และก็จะรวบรวมทั้งหมด ถ้าเป็นทรัพย์สิน หรือว่าเป็นสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ที่คุณมีอยู่ ก็จะรวบรวมไว้เป็นกอง กองเจ้าหนี้ ถ้าเป็นกองที่คุณมีภาระก็เป็นลูกหนี้ จะแยกเป็น 2 กอง และจะให้คุณอยู่ในสังคมเท่าที่ฐานานุรูปที่คุณจะมีอยู่
ส่วนการ ยึดทรัพย์ และการขายทอดตลาด มันเป็นเรื่องของทางแพ่ง ทางกฎหมายแพ่ง ก็คือ หมายความว่าฟ้องตามขั้นตอนทางกฎหมายแพ่ง เมื่อศาลพิพากษาแล้ว เค้าไม่มีเงิน เจ้าหนี้ก็อาจจะตั้งพนักงานบังคับคดี เพื่อที่จะเอาทรัพย์ของลูกหนี้นั้นมาขาย ขายได้เท่าไหร่ก็ใช้ให้กับเจ้าหนี้คนนั้น
แต่กฎหมายล้มละลายนี่ พอถูกฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถรวบรวมได้ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมายึด ไม่จะเป็นต้องมาตั้งพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรวบรวม ใช้คำว่ารวบรวมทั้งก่อนที่คุณจะถูกฟ้องล้มละลาย อาจจะไปยักย้ายถ่ายโอนให้คนอื่น หรือว่า ขณะที่คุณมีอยู่ หรือว่าในอนาคตที่คุณอาจจะกำลังได้เงินมา ตรงนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรวบรวมไว้ จะถามว่าคุณมีเจ้าหนี้กี่ราย ก็จะแจ้งให้เจ้าหนี้ทุกคนทราบ เพื่อที่จะมาขอเฉลี่ยหนี้ ขอรับชำระหนี้ นะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว เจ้าหนี้คนเดียวฟ้อง นาย ก เป็นคนล้มละลาย จะเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหนี้คนอื่นด้วย
- ขั้นตอนการฟ้องคดีล้มละลาย
1. เมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีล้มละลายไว้แล้ว ให้กำหนดวันนั่งพิจารณาเป็นการด่วน และให้ออกหมายเรียก และส่งสำนวนคำฟ้องไปยังลูกหนี้ให้ทราบก่อนวันนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน (พรบ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 13)
2. การพิจารณาคดีล้มละลาย ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงว่าลูกหนี้มี
หนี้สินล้นพ้นตัว (บุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท) และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดจำนวนได้แน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง (ม.14)
3. เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ลูกหนี้ต้องปฏิบัติดังนี้ 3.1 ภายใน 24 ชม. นับแต่ได้ทราบคำสั่ง ลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวต่อพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และยื่นคำชี้แจง 3.2 ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่ง ลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน (ม.30)
4. ลูกหนี้สามารถของประนอมหนี้เป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ (ม.45 วรรคแรก) 5. เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า 5.1 เจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ ล้มละลาย หรือไม่ลงมติประการใด หรือ 5.2 ไม่มีเจ้าหนี้ประชุม หรือ 5.3 การประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ ให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย (ม.61)
6. บุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ให้ปลดบุคคลนั้นจากล้มละลายทันที ที่พ้นจากกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย (ม.81/1)
นอกจากเจ้าหนี้จักมีอำนาจฟ้องเรียกชำระหนี้คืนจากลูกหนี้ตามกระบวนคดีทางแพ่งทั่วไปแล้ว หลายท่านอาจเคยได้ยินเจ้าหนี้ขู่ฟ้องให้ล้มละลาย หรือ เคยเห็นลูกหนี้ต้องเป็นผู้ล้มละลายซึ่งถูกจำกัดการทำธุรกรรมบางอย่างไว้ อันที่จริงแล้วเจ้าหนี้มิได้มีอำนาจในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ตามอำเภอใจ เพราะต้องเป็นไปตามกฎหมายให้อำนาจเท่านั้น
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542 กำหนดคุณสมบัติของลูกหนี้ที่อาจถูกฟ้องล้มละลายไว้ในมาตรา 9 คือ
1. ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว
2. ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า หนึ่งล้านบาท
ส่วนนิติบุคคลต้องมีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า สองล้านบาท
3. ต้องเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลัน หรือในอนาคตก็ตาม
ขั้นตอนการดำเนินคดีหลังจากลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลายโดยสังเขป คือ
1. ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความจริงว่า ลูกหนี้มีคุณสมบัติครบองค์ประกอบที่จะถูกฟ้องคดีล้มละลาย หรือไม่? ถ้าเห็นว่าครบ จักมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หากคุณสมบัติไม่ครบองค์ประกอบ หรือ ลูกหนี้นำสืบได้ว่า อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลจะยกฟ้องทันที เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 14
2. ระหว่างการพิจารณาคำฟ้องของเจ้าหนี้ และ ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้อาจมีพฤติกรรมไม่น่าวางใจในการโยกย้ายทรัพย์สินไป เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวได้ ซึ่งศาลจักทำการไต่สวนโดยทันที เมื่อเห็นว่าคดีมีมูล จักมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว วิธีการนี้เป็นการลดทอนความเสียหายของเจ้าหนี้ได้ในระดับหนึ่ง
3. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จักเข้าไปดูแล ควบคุม กิจการหรือทรัพย์สินหรือสิทธิต่างๆแทนลูกหนี้ทันที รวมทั้งการดำเนินคดีแพ่งทั้งการฟ้องร้อง ต่อสู้คดี ประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย โดยลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์สิน เอกสารต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการของเขาแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และต้องให้ข้อมูลอย่างเป็นจริงด้วย มิฉะนั้น ต้องรับโทษอาญาปรับหรือจำคุกหรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล
4. เจ้าหนี้อื่นอาจแจ้งขอรับชำระหนี้ของตนในคดีล้มละลายร่วมด้วยตามประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งศาลจะมีกำหนดเวลาไว้
5. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเหล่าเจ้าหนี้เพื่อคัดกรองว่า ผู้ใดมีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยรับคืนหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกฎหมาย จากนั้นจึงเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก เพื่อปรึกษาว่า ควรยอมรับคำขอประนอนหนี้ของลูกหนี้ (กรณีลูกหนี้ยื่นเรื่องขอประนอมหนี้) หรือ ควรให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย รวมทั้งวิธีจัดการทรัพย์สินด้วย
6. ศาลจักเริ่มขั้นตอนไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย เพื่อทราบฐานะทางการเงิน เหตุผลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ความประพฤติ จากนั้นจึงมีการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับความเห็นของที่ประชุมเจ้าหนี้ว่าควรเห็นชอบกับการประนอมหนี้หรือไม่
7. หลังจากศาลพิจารณาเห็นชอบกับการประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับแล้ว จักเริ่มกระบวนการจัดการทรัพย์สินตามข้อตกลงนั้นทันที หากลูกหนี้บิดพลิ้ว ไม่ยอมชำระหนี้ตามที่ตกลงกันในการประนอมหนี้ หรือ ทำการถ่วงเวลาโดยไม่มีเหตุอันควร หรือ มีเจตนาทุจริต เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานหรือเจ้าหนี้คนใด ย่อมมีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้ และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้เช่นกัน
กรณีต่อไปนี้ศาลต้องพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ตามมาตรา 61
1. เจ้าหนี้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวถัดไป ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย
2. ไม่ลงมติประการใด
3. ไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุม
4. การประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดกรณีหนึ่ง ศาลต้องพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อแบ่งแก่เหล่าเจ้าหนี้ โดยให้ถือว่า การล้มละลายของลูกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
ผลหลังจากการเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ได้แก่
1. ลูกหนี้ต้องขอให้เจ้าพนักงานกำหนดเงินเลี้ยงชีพและหากมีรายได้ในอนาคต ต้องนำส่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อนำไปเฉลี่ยคืนแก่เจ้าหนี้
2. การจัดการทรัพย์สินของตัวเอง จักต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อน
3. ลูกหนี้ออกไปนอกราชอาณาจักรไม่ได้ เว้นแต่ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตเป็นหนังสือ แม้แต่การย้ายที่อยู่ก็ต้องแจ้งให้รับทราบด้วย
วิธีหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มลาย
1. การประนอมหนี้ได้รับความเห็นชอบและปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน
2. ศาลยกเลิกการล้มละลาย เมื่อมีเหตุตามที่มาตรา 135 กำหนดไว้ เช่น หนี้สินได้รับการชำระเต็มจำนวนแล้ว หรือ หลังจากการแบ่งทรัพย์ครั้งสุดท้ายหรือไม่มีทรัพย์จะแบ่งแล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในสิบปีก็ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินได้อีกและไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้รวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายอีก หรือ เจ้าหนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เป็นต้น
3. ศาลมีคำสั่งปลดจากล้มละลาย
4. ลูกหนี้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อครบสามปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ใช้กับกรณีเป็นบุคคลธรรมดาและหนี้อันเป็นมูลเหตุที่ฟ้องล้มละลายไม่มีลักษณะเป็นการทุจริต
การฟ้องลูกหนี้ที่ตายแล้วเป็นคดีล้มละลาย
ย่อมทำได้เช่นกัน ถ้าตอนที่มีชีวิตอยู่ เขามีคุณสมบัติครบถ้วนตามรายละเอียดเบื้องต้น เจ้าหนี้ย่อมฟ้องให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ตามกฎหมายล้มละลายได้ โดยเรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกเข้ามาแก้คดีแทนลูกหนี้ที่ตาย แต่ต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกหนี้ตาย
กฎหมายล้มละลายยังกำหนดให้ลูกหนี้ประเภทนิติบุคคลขนาดใหญ่มีโอกาสฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามีคุณสมบัติดังนี้ คือ
1. มีหนี้สินล้นพ้นตัว
2. เป็นหนี้จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ไม่ว่าจะถึงกำหนดโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม
3. มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้
ข้อพึงรู้อีกอย่างหนึ่ง คือ แม้ลูกหนี้จะมีคุณสมบัติครบถ้วนในการถูกฟ้องล้มละลายได้ แต่เจ้าหนี้ยังอาจใช้สิทธิเลือกฟ้องเรียกหนี้อย่างคดีแพ่งทั่วไป หรือ ฟ้องคดีล้มละลาย ก็ได้ กฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าเจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีล้มละลายอย่างเดียว สิ่งที่ต้องตระหนักในใจเสมอคือ บุคคลล้มละลายถูกจำกัดสิทธิหลายอย่างทางกฎหมายและขาดความเชื่อถือหรือเครดิตในการประกอบธุรกิจหาเลี้ยงชีพ อีกทั้งยังอาจมีผลเกี่ยวเนื่องกับคุณสมบัติสำหรับบางอาชีพ ดังนั้น ลูกหนี้ทั้งหลายจึงควรรอบคอบในการจัดการกับหนี้สินด้วย
สิทธิของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย
ถ้าลูกหนี้ถูกฟ้องคดีล้มละลายอยู่ที่ศาลแล้ว เจ้าหนี้รายอื่นจะฟ้องลูกหนี้คนนั้นได้อีกหรือไม่ ถ้าฟ้องไม่ได้ ทำอย่างไรเจ้าหนี้รายอื่นจึงจะได้รับชำระหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหนี้จำนอง ช่วยอธิบายโดยละเอียดด้วย เพราะระยะนี้มีลูกหนี้ถูกฟ้องคดีล้มละลายกันมาก เจ้าหนี้ทั้งหลายจะได้เข้าใจและไม่เสียเปรียบ ในการดำเนินคดี
การฟ้องคดีล้มละลายแตกต่างจากการฟ้องคดีแพ่งในข้อสำคัญอยู่ข้อหนึ่งคือ การฟ้องคดีแพ่ง เจ้าหนี้ ซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยเฉพาะ หากศาลตัดสินให้โจทก์ชนะคดี เจ้าหนี้ผู้เป็น โจทก์เท่านั้นที่จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น ส่วนเจ้าหนี้คนอื่น ๆ ของลูกหนี้ซึ่งเป็นจำเลย จะไม่ได้รับ ประโยชน์จากผลของคำตัดสินนั้นแต่อย่างใด
ส่วนการฟ้องคดีล้มละลายนั้น ไม่ว่าเจ้าหนี้คนใด ของลูกหนี้ จะเป็นโจทก์ฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลาย หากศาลตัดสินให้โจทก์ชนะคดีโดยสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของ ลูกหนี้โดยเด็ดขาด เจ้าหนี้ซึ่งมีมูลหนี้เป็นหนี้เงินและมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ทุกราย จะได้รับประโยชน์ จากผลของคำตัดสินดังกล่าว โดยมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
อย่างไรก็ดีการที่ลูกหนี้เพียงแต่ถูกเจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งฟ้องคดีล้มละลายเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้รายอื่น ๆ เสียสิทธิในการฟ้องร้องลูกหนี้คนเดียวนั้นเป็นคดีแพ่งหรือ คดีล้มละลายอีก แต่ถ้าศาลได้มีคำสั่ง พิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้เด็ดขาดในคดีหนึ่งแล้ว เจ้าหนี้รายอื่น ๆ ซึ่งมีมูลหนี้เป็นหนี้เงินและมูลแห่งหนี้ เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาล มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จะฟ้องลูกหนี้คนเดียวกันนั้นเป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายอีก ไม่ได้ หากมีการฟ้องคดีล้มละลายลูกหนี้คนเดียวกันหลายคดี เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ในคดีหนึ่งแล้ว ศาลต้องจำหน่ายคดีอื่นออกจากสารบบความ หรือ หากมีการฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับ ทรัพย์สินของลูกหนี้ คนเดียวกันค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะต้องเข้าว่าคดีแพ่งนั้นแทนลูกหนี้
ในกรณีที่เจ้าหนี้รายอื่น ๆ ซึ่งมีมูลหนี้เป็นหนี้เงินและมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งและคดีล้มละลายอีกไม่ได้ เพราะลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วนั้น เจ้าหนี้รายอื่น ๆ ดังกล่าวย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักรเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีอำนาจขยายทรัพย์เด็ดขาด ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักรเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจ ขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกิน 2 เดือน
อนึ่ง แม้จะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในคดีล้มละลายนั้นเองก็ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ตากำหนดเวลาข้างต้นเช่นกัน ถ้าหากเจ้าหนี้รายใดไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระต่อเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าหนี้รายนั้นเป็นอันหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้นั้น การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเจ้าหนี้ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับเจ้าหนี้มีประกันสิทธิ ที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือ ไม่ก็ได้ เพราะเจ้าหนี้ มีประกันมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้อง ชำระหนี้ แต่ก็ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น
ข้อความที่ควรระมัดระวังก็คือ ความหมายของเจ้าหนี้มีประกันตามกฎหมาย ล้มละลายต่างกับเจ้าหนี้ ประกัน ตามความหมายทั่ว ๆ ไป เพราะเจ้าหนี้มีประกันตามกฎหมายในกฎหมายล้มละลาย หมายถึง เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้ผู้มี บุริมสิทธิ ที่จะบังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ ฉะนั้น เจ้าหนี้จำนองอาจจะไม่เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามความหมาย ในกฎหมายล้มละลายก็ได้ ถ้าทรัพย์สินที่จำเลยไม่ใช่ของลูกหนี้ เจ้าหนี้จำนองจะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ตามความหมายในกฎหมายล้มละลายก็ต่อเมื่อทรัพย์สินที่จำนองเป็นของลูกหนี้
ถ้าเจ้าหนี้มีประกันจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้มีประกันจะต้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มีสิทธิบังคับ เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน และขอรับภายในเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ด้วยคือ 1. ขอรับชำระหนี้โดยยินยอมสละทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายแล้ว ขอรับชำระหนี้ได้เต็มจำนวน 2. ขอรับชำระหนี้โดยบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันก่อนแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวน ที่ยังขาดอยู่ 3. ขอรับชำระหนี้โดยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ 4. ขอรับชำระหนี้โดยตีตราราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้จำนวนที่ยังขาดอยู่ การขอรับชำระหนี้กรณีนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจไถ่ถอนทรัพย์สินตามราคาที่ตีมาได้ ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าราคาที่ตีมานั้นไม่สมควร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขาย ทรัพย์สินนั้นตามวิธีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ตกลงกัน ถ้าไม่ตกลงกัน กฎหมายให้ใช้วิธี ขายทอดตลาด แต่จะต้องไม่ให้เสียหายแก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจ เข้าสู้ราคา ในการขายทอดตลาดได้ เมื่อได้เงินสุทธิเท่าใดให้ถือว่าเป็นราคาที่เจ้าหนี้ได้ตีมา ในคำขอรับ ชำระหนี้ ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าหนี้ทราบว่าจะใช้สิทธิไถ่ถอน หรือตกลง ให้ขายทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันภายใน 4 เดือน นับแต่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ กฎหมายให้ถือว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยินยอมให้ทรัพย์สินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าหนี้ตามราคาที่เจ้าหนี้ได้ตีมา และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมดสิทธิไถ่ถอนหรือขายทรัพย์สินนั้น
ครับ การดำเนินคดีล้มละลายทุกขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน แต่เชื่อว่า กรมบังคับคดีได้เตรียมเจ้าหน้าที่ ไว้ทำความเข้าใจแก่เจ้าหนี้ลูกหนี้ทุกคนอยู่แล้ว
คนข้างศาล [นสพ.เดลินิวส์]
1.7 หมื่นลูกหนี้จ่อพ้นล้มละลาย กรมบังคับคดีชี้ในอีก 3 ปีพ้นคดีอีกเพียบ/เผยสถิติ 5 เดือนขึ้นศาล 11,495 คดี อธิบดีกรมบังคับคดีเผยปี 2553-2555 มีลูกหนี้ที่จะหลุดสภาพล้มละลายอีก 17,882 ราย เทียบกับปี 2550-2552 ที่มีจำนวน 10,841 ราย คาดเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจช่วยให้มีการหมุนเวียนเงินมากขึ้น ด้านศาลล้มละลายกลางแจง 10 ปี มีคดีล้มละลายเข้าสู่กระบวนการศาลกว่า 2.7 ล้านล้านบาท เตือนลูกหนี้แม้จะหมดอายุความคดีแพ่ง10 ปีแล้ว แต่เจ้าหนี้สามารถยื่นฟ้องเป็นคดีล้มละลายต่ออายุความได้อีก 10 ปี
นายสิรวัต จันทรัฐ อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากความคืบหน้าของการบังคับใช้กฎหมายล้มละลาย โดยเฉพาะในประเด็นการปลดลูกหนี้จากการเป็นบุคคลล้มละลายภายใน 3 ปี ซึ่งกรมบังคับคดีได้เก็บข้อมูลในปี 2550 หลังจากเริ่มนับการครบอายุ 3ปีตั้งแต่ปี 2547 พบว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า( ระหว่างปี 2553-2555) จะมีลูกหนี้ที่ศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลายจะหลุดจากสภาพการเป็นบุคคลล้มละลายรวมจำนวน 17,882 ราย เป็นผลดีต่อการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ จากการที่ลูกหนี้มีโอกาสเริ่มต้นธุรกิจใหม่และกลับมาประกอบอาชีพหรือมีกิจการที่มีรายได้ตามปกติ
ในจำนวนลูกหนี้ที่คาดว่าจะพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย 17,882 ราย แยกเป็นคดีที่ศาลมีคำสั่งพิพากษาให้ล้มละลายในปี 2550 จำนวน 7,240 รายที่จะหลุดจากการเป็นบุคคลล้มละลายในปี 2553 คดีที่มีคำสั่งพิพากษาปี 2551 จะมีลูกหนี้พ้นสภาพล้มละลายในปี 2554 จำนวน 8,159ราย และคดีของปี 2552 จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น ณ วันที่ 31 พ.ค. 2552 พบว่ามีลูกหนี้ที่จะพ้นสภาพจากการเป็นบุคคลล้มละลายอีกจำนวน 2,483 ราย ในปี 2555 (เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพียง 5เดือน)
ขณะที่ในปี 2550-2552 มีจำนวนลูกหนี้ที่หลุดจากสภาพ 10,841 ราย โดยปี 2552 มีลูกหนี้ที่ได้รับการปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายจำนวน 4,653 รายจาก 3,267 คดี (มีคำสั่งพิพากษาปี 2549) โดยปีก่อนมีลูกหนี้ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายจำนวน 3,291 รายจาก 2,337 คดีและปี 2550 มีจำนวน 2,897 ราย จาก 10,904 คดี
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติการปลดจากสภาพล้มละลายภายใน 3 ปี ยังมีข้อติดขัดทางกฎหมาย จากที่กฎหมายให้หยุดนับระยะเวลา 3 ปี แต่ต้องไม่เกิน 2 ปี สาเหตุจากลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือ อยู่ระหว่างหลบหนี ไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่มาตามเจ้าพนักงานพิทักษ์เรียก(จพท.)ทำให้ลูกหนี้เสียโอกาสปลดสภาพจากการเป็นบุคคลล้มละลายช้าออกไปอีก 2 ปี ซึ่งหากตรวจพบว่าลูกหนี้มีไม่ยอมแจ้งทรัพย์สินหรือให้การเท็จก็จะมีความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการล้มละลายด้วย
ทางด้านนายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ อธิบดีศาลล้มละลายกลาง กล่าวว่า นับตั้งแต่ศาลล้มละลายเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2542 และจะครบ 10 ปี ของการใช้บังคับกฎหมายล้มละลายพ.ศ.2542 ในวันที่ 18 มิ.ย.2552 นี้ มีจำนวนคดีเข้าสู่กระบวนการของศาลล้มละลาย (ระหว่างมิ.ย. 2542-พ.ค.2552) ทั้งสิ้น 70,261 คดี
ทุนทรัพย์ 2,746,506,903,170.35 บาท คดีฟื้นฟูกิจการมีจำนวน 625 คดี ทุนทรัพย์ 2,121,582,369,616.09 บาท ที่เหลือเป็นคดีสาขา 1,924 คดีโดยมีคำขอรับชำระหนี้จำนวน 30,604 คดี ทุนทรัพย์ 2,364,070,992,193.43บาท
สำหรับ 5เดือนแรกของปีนี้(ตั้งแต่ม.ค.-พ.ค.2552)มีคดีเข้าสู่กระบวนการของศาลล้มละลาย จำนวน 11,495คดี เป็นคดีล้มละลายจำนวน 7,996 คดี ทุนทรัพย์ 91,318,685,684.36 บาท เป็นคดีฟื้นฟูกิจการจำนวน 17 คดี ทุนทรัพย์ 23,228,489,977.83บาทที่เหลือเป็นคดีสาขา 101 คดี นอกจากนี้มีคดีค้างมาประมาณ 15,323 คดี โดย 5เดือนแรกได้ดำเนินเสร็จไปกว่า 10,000 คดี ขณะนี้โดยรวมยังมีคดีค้างจำนวน 17,574 คดีหรือ 61.83%ที่ต้องพยายามเร่งให้เสร็จรวดเร็ว
อธิบดีศาลล้มละลายกลาง ยังได้กล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายล้มละลายว่า เป็นผลดีต่อเจ้าหนี้ในการรวบรวมทรัพย์สินส่วนหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดเพราะคดีฟ้องล้มละลายที่เข้ามาใหม่ทุนทรัพย์ต่ำเพียง 1 ล้านบาทต้น ๆ เป็นคดีสถาบันการเงินยื่นฟ้องบุคคลธรรมดา ซึ่งไม่น่าจะตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะเป็นคดีปลายทางที่เป็นคดีแพ่งซึ่งศาลพิพากษาให้บังคับคดีจะครบอายุ 10 ปี โดยที่หลังจากกระบวนการยึดทรัพย์บังคับคดีทางแพ่งครบอายุ 10 ปี ทางเจ้าหนี้ก็ยังยื่นฟ้องเป็นคดีล้มละลายทำให้ต่ออายุความได้
ยกเว้นระหว่าง 10 ปี ที่ดำเนินคดีทางแพ่งไม่สามารถสืบทรัพย์ หรือ พบลูกหนี้สุจริต ลูกหนี้ก็ได้สิทธิ์การปลดสภาพจากการเป็นบุคคลล้มละลายภายใน 3 ปี (ทั้งนี้พระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2542 (ฉบับที่ 7) ตามมาตรา 81/1 กำหนดให้บุคคลธรรมดาพ้นสภาพจากสภาพการล้มละลายเมื่อครบ 3ปี นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลาย มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 22เมษายน 2542)
อย่างไรก็ตาม กรณีเจ้าหนี้ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย ภายหลังจากคดีแพ่งขาดอายุความ 10 ปีนั้น ทำให้คดีมีอายุยาวขึ้นอีก 10 ปี จึงเป็นผลเสียกับลูกหนี้ แต่ทางเจ้าหนี้จะได้ประโยชน์ ในแง่ของการสืบทรัพย์ต่อโดยการสืบทรัพย์เป็นหน้าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และ เจ้าหนี้จะชี้นำต่อมายังศาล ขณะที่การปลดสภาพจากการเป็นบุคคลล้มละลายของลูกหนี้นั้นทางกรมบังคับคดีจะดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล
ส่วนปัญหาคดีฟ้องล้มละลายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากกฎหมายกำหนดทุนทรัพย์ลูกหนี้ไว้ต่ำ เช่น บุคคลธรรมดาทุนทรัพย์ 1 ล้านบาท หรือนิติบุคคลที่ 2 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นทุนทรัพย์ที่ต่ำ เช่น หนี้บ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต ก็มีเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลายมากขึ้น
ทำให้ไม่สามารถเดินตามแนวของกฎหมายล้มละลายที่ต้องการบริหารจัดการทรัพย์สิน หรือธุรกิจให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้และศาลต้องเพิ่มบุคลากรมากขึ้น ดังนั้นจึงควรมีการแก้ไขเพิ่มทุนทรัพย์ เช่น บุคคลธรรมดาเป็น 10 ล้านบาท กรณีนิติบุคคลเป็น 20 ล้านบาท เพราะการจะสั่งให้ใครเป็นบุคคลล้มละลายนั้นถือว่าคนคนนั้นต้องสิ้นสภาพทางธุรกิจ หรือ ราชการ
ศาลล้มละลายกลางงานเข้า 4 เดือนแรกฟ้องล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ 6,676 คดี ทุนทรัพย์ทะลุ 1.1 แสนล้าน ชี คดีใกล้หมดอายุความเจ้าหนี้แห่ยื่นฟ้องกระจาย เผย 4 เดือนแรกปีนี้ ศาลล้มละลายกลาง งานเข้า ฟ้องล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ 6,676 คดี ทุนทรัพย์ทะลุ 1.1 แสนล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อธิบดีศาลชี้ ผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คดีใกล้หมดอายุความ เจ้าหนี้ยื่นฟ้องกระจาย ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2552 คดีฟื้นฟูกิจการเริ่มเข้ามาสู่ศาลแล้ว ผู้พิพากษาอ่วม 1 คนรับคดีไว้พิจารณา 1,000 เรื่อง นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง เปิดเผยว่า ปี 2552 (ตั้งแต่เดือนมกราคม-30 เมษายน 2552) ในช่วง 4 เดือนแรก มีปริมาณคดีล้มละลายเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลล้มละลายกลาง 6,662 คดี ทุนทรัพย์ประมาณ 85,355 ล้านบาท
ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วง คดีใกล้หมดอายุความ 10 ปี เจ้าหนี้จึงเร่งฟ้องอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นหนี้กับธนาคาร เป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้บริษัทเงินทุน เป็นบุคคลธรรมดาที่มีปัญหา ส่วนคดีฟื้นฟูกิจการมี 14 คดี ทุนทรัพย์ประมาณ 33,063 ล้านบาท รวมทุนทรัพย์คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการแล้ว มีมูลค่าทุนทรัพย์สูงถึง 118, 419 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีคดีสาขา 89 คดี และคำขอชำระหนี้ 2,986 คดี (ดูตารางประกอบ)
อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบคดีล้มละลายในช่วงเดียวกัน พบว่าเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2551 ถึง 1,220 คดี
วันนี้ ( 3 ก.พ.53) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากคดีที่ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัทชินวัตรไทย จำกัด หรือบริษัทบางกอกผ้าไทย จำกัด ลูกหนี้ ตามโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2537 จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทสินเชื่อระยะสั้นวงเงินกู้ 20 ล้านบาท เมื่อจำเลยเบิกเงินกู้จากโจทก์จะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามที่ระบุในตั๋ว กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน หากผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาจำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ A97006020 สัญญาว่าจะจ่ายเงิน 10 ล้านบาท แก่โจทก์เมื่อทวงถาม ดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อไป กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน หากผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 40 ต่อปี นอกจากนี้จำเลยยังค้างชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ A97002669 กับโจทก์ด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจำนวน 25,690,137.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 40 ของเงินต้น 10 ล้านบาท โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน แต่โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลาง ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกเลิกคำสั่งฟื้นฟูกิจการจำเลย โจทก์จึงขอรับเงินที่จำเลยวางไว้ต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ในระหว่างที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย ยอดหนี้คำนวณเพียงวันฟ้องล้มละลายคิดเป็นเงินต้น 10 ล้านบาท ดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ A97002669 จำนวน 631,232.84 ล้านบาท และดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ A97006020 จำนวน 40,761,643.84 บาท หักเงินที่จำเลยวางชำระหนี้ดังกล่าวจำนวน 208,004.54 แล้ว เป็นยอดค้างชำระหนี้ทั้งสิ้น 50,884,872.17 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนและมีจำนวนมากกว่า 2,000,000 บาท โดยโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้รวม 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จึงต้องข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่า จำเลยมีทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังมีรายได้จากการประกอบธุรกิจ สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ทั้งหมด มูลหนี้ตามฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนเพราะเกิดจากการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 40 45 ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายหมาย ซึ่งโจทก์เคยฟ้องผู้ค้ำประกันในมูลหนี้ตามฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลพิพากษาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดในดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เท่านั้น จึงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลพิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ โจทก์มีพนักงานซึ่งเป็นหัวหน้าสินเชื่อ เบิกความว่า โจทก์มีหนังสือให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง จำเลยได้รับแล้วไม่ชำระ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตาม ม.8 (5) พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 แต่จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว ส่วนที่จำเลยอ้างว่ามูลหนี้ตามฟ้องคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 40 45 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้นโจทก์นำสืบว่าคิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และกรณีผู้ค้ำประกันมูลหนี้ตามฟ้องโจทก์ได้ยื่นฟ้องศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ผู้ค้ำประกันมูลหนี้ตามฟ้องรับผิดในส่วนอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจให้ในฐานที่เป็นเบี้ยปรับ กรณีจึงไม่อาจถือว่ามูลหนี้ตามฟ้องโจทก์ไม่อาจถือว่ามูลหนี้ตามฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ส่วนโจทก์สมควรได้รับชำระหนี้ในอัตราดอดเบี้ยเท่าใดเป็นปัญหาชั้นยื่นคำรับชำระหนี้ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจเสนอความเห็นให้ศาลลดเบี้ยปรับลงตามที่เห็นสมควรได้ จึงมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ม.14 ต่อมา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาคดีที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์สาทร จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บ.บางกอกผ้าไทย นายพายัพ และ บ.เฟิร์สท์ ช๊อพ จำกัด หรือ บ.ชินวัตรไทยช๊อพ จำกัด ลูกหนี้ที่ 1 3 เรื่องล้มละลาย โดยเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้ทั้งสามไม่ให้การต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาลูกหนี้ที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงให้จำหน่ายคดีในส่วนของลูกหนี้ที่ 1 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แล้วได้ความจริงว่า นายพายัพ ลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ส่วนลูกหนี้ที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคล เป็นหนี้ไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ดั้งนั้นนายพายัพ ลูกหนี้ที่ 2 และ ลูกหนี้ที่ 3 จึงมีหนี้สินพ้นตัวเพราะมีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สิน โดยลูกหนี้ทั้งสอง ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ต้องข้อสันนิษฐาน ม.8 (5) พ.ร.บ.ล้มละลาย จึงมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ นายพายัพ ลูกหนี้ที่ 2 และ ลูกหนี้ที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ม. 14 ...........
วันที่ 14 กันยายน 2553 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีหมายเลขแดงที่ ล. 23218/2552 กองบังคับคดีล้มละลาย 3 ศาลล้มละลายกลาง กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม
ประกาศระบุว่า ด้วย บริษัท เชียงใหม่ ซายน์ จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ลูกหนี้ล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งลงวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ นายสมาน หรือสมานฉันท์ ชมพูเทพ หรือชมภูเทพ ลูกหนี้ เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว
ลูกหนี้เลขประจำตัวประชาชน 3-5103-00051-69-7 เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2486 อาชีพ ไม่ปรากฏอาชีพ มีภูมิลำเนาอยู่เลขที่ 229 หมู่ที่ 2 ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ
อนึ่ง เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ จะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอ รับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ฝ่ายคำคู่ความ สำนักงานเลขานุการกรม กรมบังคับคดี หรือสำนักงานบังคับคดีซึ่งลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งนี้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดวันลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 14 กันยายน 2553 ซึ่งสามารถตรวจรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ของกลุ่มงานราชกิจจานุเบกษาที่ www.ratchakitcha.soc.go.th ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
นายสมาน ชมพูเทพ เป็นอดีตส.ส. ลำพูนหลายสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนลงเล่นการเมืองท้องถิ่น เคยเป็นนายก อบจ. ลำพูน โดยชนะนายมนตรี ด่านไพบูลย์ ล่าสุดมีกระแสข่าวนายสมาน เปลี่ยนชื่อเป็น สมานฉันท์ และเตรียมลงเล่นการเมืองอีกครั้ง ส่วนบริษัท เชียงใหม่ ซายน์ เป็นบริษัทโฆษณา
http://test.led.go.th/freelom/freemenu.asp
http://www.led.go.th/
เอกสารประกอบการศึกษา
ฟื้นฟูกิจการ bankruptcy22.doc (227.50 KB 24.09.2009 17:19)
ตำรวจถูกฟ้องล้มฯ police and bankruptcy.doc (46.00 KB 24.09.2009 17:19)
ตัวอย่างคำฟ้อง example bankruptcy.doc (83.50 KB 24.09.2009 17:19)
พ.ร.บ.ล้มละลาย law bankruptcy.pdf (413.06 KB 24.09.2009 17:18)
ความรู้ล้มละลาย bankruptcy brief doc..ppt (90.00 KB 24.09.2009 17:18)
|