อยากเป็นตำรวจไทย  Date 21/05/2008 00:00:00
คงจะต้องใช้เวลาหลายครั้ง ที่เข้ามาเขียนจนจบ 21 พฤษภาคม 2551

THAI COP'S LIFE
พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์ สารากรบริรักษ์
บังเอิญผมเป็นคนหนึ่งที่เข้ามารับราชการเป็นตำรวจ(ไทย) ก็อยากจะบอกเล่าสู่กันฟังถึงงานในอาชีพนี้ พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง แค่สามสิบปี หากเป็นหญิงสาว หากไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว ก็คงอยู่ในหมู่บ้านคานทองนิเวศน์(โครงการ 3)
อาชีพที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

"ตำรวจ" เป็นอาชีพที่ประชาชนรัก และเกลียด
คงไม่มีตำรวจคนไหนที่มีคนรักทั้งหมด หรือเกลียดทั้งหมด สุดแต่ว่าด้านใดมากกว่าเท่านั้น อาชีพที่ใกล้ชิดกับประชาชน หากเกิดความเดือดร้อน มีความทุกข์ แก้ปัญหาไม่ได้ คิดไม่ออกก็ไป "โรงพัก" สถานีตำรวจ เพราะมั่นใจว่า เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ที่โรงพักไม่มีคนร้าย ไม่มีโจรเป็นแน่แท้ จึงไม่แปลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงพักในภูธร มักจะพบเห็นมีรถสองแถว รถบรรทุกมาจอด เพื่อขอพักผ่อนหลับนอน เช้าจะเดินทางต่อไป นอนที่โรงพัก มักนอนหลับฝันดี คงไม่มีใครไปจอดรถนอนที่วัด หรือโรงพยาบาล สักเท่าใด
วัน ๆ ตำรวจทำงานอะไรบ้าง ตั้งแต่เช้า จรดเย็น และในรอบ 24 ชั่วโมง ตำรวจไม่มีวันหยุดเหมือนธนาคาร ข้าราชการประเภทอื่น ยังไม่เคยพบได้ยินประชาชนบ่นว่าวันนี้โรงพักหยุด หรือปิดทำการชั่วคราว เช้าออกไปโบกรถ อำนวยสะดวกจราจร จนเย็น ขบวน วี ไอ พี มา ต้องรีบวางกำลังตามเส้นทาง เป็นการให้เกียรติ อำนวยสะดวกจราจร หากเกิดอุบัติเหตุบนถนนในพื้นที่ ตำรวจก็ซวยไป ยังไงต้องเร่งไล่ให้พ้นพื้นที่รับผิดชอบ ออกแนวตะเข็บติดต่อท้องที่อื่น ตำรวจก็ปลอดภัย ได้รับคำชมเชยทางวิทยุเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้บังคับบัญชา อีกส่วนหนึ่งก็ทำงานธุรการ และสอบสวนที่สถานีตำรวจ ส่วนหนึ่งออกไปตรวจตราป้องกันเหตุ ทุกประเภท และอีกส่วนหนึ่งไปสืบสวนปราบปรามจับกุม
นี่ละครับ การทำงานของตำรวจ งานที่ไม่มีวันจบสิ้น พ้นปี ขึ้นปีใหม่ ก็ทำงานซ้ำ ๆ ซาก ๆ เช่นเดิมต่อไป คำขวัญ นโยบายผู้บังคับบัญชาที่ผลัดเปลี่ยนกันมา ก็ต้องปฎิบัติให้ได้ จนเกษียณราชการ ไปเลี้ยงหลานอยู่กับบ้านในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่ก็จะต้องพึ่งพาตำรวจรุ่นต่อ ๆ ไป
"ตำรวจ" อาชีพที่มีเกียรติ
(มองดูแล้ว ประเภทรายได้ต่ำ รสนิยมจำเป็นต้องสูง) เป็นเจ้าพนักงานตามกฏหมาย บังคับใช้กฏหมาย มีอำนาจสืบสวนจับกุม เริ่มเป็นตำรวจไทย (เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา) จะไม่ค่อยมีอะไร ต้องตัดเครื่องแบบ ซื้อปืน ซื้อรถ ซื้อพิมพ์ดีด ซื้ออุปกรณ์การทำงานอื่น ๆ เป็นของตนเอง โดยเฉพาะตำรวจชั้นประทวน เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงพอเลี้ยงตัวเอง (ไม่พอเลี้ยงลูกเมีย) (ไม่มีเมียจะอยู่ได้) ตัวเลข เงินเดือนสุทธิดูพอเพียง แต่เงินรับจริง เหลือไม่เท่าไหร่ รายจ่าย รายหักมากมาย เช่น ค่าฌาปนกิจศพ เพื่อนข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ศพพ่อแม่ตำรวจในโรงพักเดียวกัน เงินกู้สหกรณ์ตำรวจ / เงินกู้ธนาคารออมสิน / กรุงไทย / ธนาคารอาคารสงเคราะห์ / เงินกู้ฉุกเฉิน / ค่าผ่อนรถ / ผ่อนทรัพย์สินต่าง ๆ / ผ่อนค่าตัดเสื้อผ้าชุดทำงาน / ค่าผ่อนภรรยา เป็นต้น ดูท้ายล่างสุดบัญชี ไม่เหลืออะไรเลย แถมติดลบอีก ??????
งานหนัก เงินเดือนน้อย แต่ก็ยังมีคนนอกอยากเป็นตำรวจ ส่วนที่เป็นตำรวจอยู่แล้ว บางคนก็อยากออกไปทำงานอื่นก็มี มีหลายคนในหลายอาชีพ บอกว่า อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่สบายที่สุด โก้ มีเกียรติ มีคนนับหน้าถือตา ไมมีใครกล้ารังแก (นอกจากตำรวจด้วยกันเอง) ขึ้นรถก็ฟรี ไม่ได้เบ่ง เหมือนกับว่านั่งให้คุ้มครองความปลอดภัยไปด้วย เพราะตำรวจมีอาวุธปืน กินข้าวแม่ค้าก็ตักให้เยอะ กลัวไม่อิ่ม เดี๋ยวจะไม่มีแรงจับคนร้าย เข้าสถานบริการก็ดื่มฟรีในบางโอกาส (ทุกวันคงไม่ไหว ก็สลับหมุนเวียนร้านเอาเอง)+++++
คนพูดกันมาก เมียทหารนับขวด เมียตำรวจนับแบ็งค์ สมัยก่อนนะว่าได้ ไม่เถียง สมัยก่อนตำรวจไม่ค่อยดื่มสุรา ไม่มีขวด ทหารดื่มมากกว่า แต่ตำรวจปัจจุบัน น่าจะนับขวดแล้ว (เป็นธรรมดาโลกมันหมุนกลับ เหมือนคำทำนาย ที่ว่า โลกประชาธิปไตย จะเป็นคอมมิวนิสต์ โลกคอมมิวนิสต์จะเป็นประชาธิปไตย สมัยผมหนุ่ม ๆ ตอนนั้นมีแค่สองค่าย คือ ประชาธิปไตย กับ คอมมิวนิสต์ หลายประเทศจากประชาธิปไตยที่กลายไปเป็นคอมมิวนิสต์ สังคมนิยมอ่อน ๆ จีน รัสเซีย กลับมาเป็นประชาธิปไตย อะไรทำนองนั้น) นี่ก็มีคำทำนายมาอีกแล้วว่า อนาคตประเทศไทย และทางเอซียตะวันออกเฉียงใต้หิมะจะตก อเมริกา ยุโรปจะร้อนตับแตก

ระบบตำรวจ
เป็นระบบการปกครองบังคับบัญชาตามลำดับชั้นอย่างทหาร มีวินัย มีระเบียบ มีคำสั่ง มีกฎหมายรองรับมากมาย ข้าราชการตำรวจมาจากหลายสหวิชาชีพ ระบบภายในค่อนข้างเป็นระบบอุปถัมภ์ประเภท (patronage และ spoils system) มีระบบคุณธรรม merit system นิดหน่อย และในบางสถานการณ์ มีนาย มีลูกน้อง เลียนแบบถ่ายทอดกันมาจากการเมืองการปกครองแต่โบราณกาล ถึงปัจจุบัน ประมาณ 65 ปี ระบบอุปถัมภ์มีอยู่ในระบบราชการไทย (THAI BUREAUCRACY) มีในทุกส่วนราชการ ดังจะเห็นได้จากเมื่อมีการผลัดเปลี่ยนตัวนาย ก็จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองลงมา และแต่งตั้ง บรรจุคนของตนลงในตำแหน่งสำคัญ ๆ เพราะเป็นลูกน้อง เป็นพวกเดียวกัน ไว้เนื้อเชื่อใจได้ ดีกว่าคนที่ไม่รู้จัก เป็นต้น
จึงไม่แปลกอะไร สำหรับสังคมแบบไทยไทยเรา ยิ่งสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ตั้งข้อสังเกตุไว้ประการหนึ่ง จะมีการพูดวิจารณ์ไปถึงเรื่องสถาบัน คำว่า ระบบอุปถัมภ์ หรือ patronage system ผมว่า คนระดับความรู้ระดับดอกเตอร์ ไม่เข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้ และพูดไปในแง่ใดแง่หนึ่งแต่เพียงด้านเดียว ทั้งที่สามารถพูดกลาง ๆ ได้ ทำนองปากพาไป ยิ่งผู้ฟังที่ดีให้ความสนใจ ปรบมือ พูดถูกใจ ปากก็จะยิ่งพาไป

(ขณะนี้ มีคำแปล คำว่า patronage system ไปคนละด้าน ระหว่างนายจักรภพฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็แล้วแต่ละฝ่ายจะแปลอย่างไร ทั้งที่มาจากรากศัพท์ และเป็นศัพท์คำเดียวเท่านั้น และไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา อย่าไปเอาสถาบันเบื้องสูงของเราลงมาเกี่ยวข้องเลย หาข้อยุติไม่ได้ ผมมีความเห็นควรเสนอให้เจ้าของภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอังกฤษ ตีความหรือแปลจะดีกว่า หรือ ให้สำนักพระราชวังประเทศอังกฤษแปล เขาจะรู้ทันทีว่ามีเจตนาหรือทัศนคติต่อระบบสถาบันอย่างไร และแน่นอนกว่าคนไทย หลายคน หลายสบาบันการศึกษา ยังแปลไม่เหมือนกันเลย)
การอุปถัมภ์กันเป็นสิ่งที่ดี ถ้าใช้ในทางที่ดี ด้วยเหตุนี้ ระบบสังคม สถาบันครอบครัวของไทยเรา อบอุ่นมากกว่าชาติตะวันตก เรามีเครือญาติพี่น้องสายโลหิต สายดองกัน ที่รักห่วงกันเสมอ เป็น extended family ไม่แยกครอบครัวไปไหน ไม่ใช่ nuclear family เช่นชาติตะวันตก พอลูกโตก็แยกไปกันหมด ร้อยวันพันปีอาจไม่ได้พบกันเลย แต่เหตุที่คำ ๆ นี้ ถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะพวกตัวดี พวกขุนนาง อำมาตย์ ต่าง ๆ ที่หลงอำนาจ เอามาใช้เกื้อกูลพวกของตนเอง เพื่อประโยชน์แห่งตน (ดูละครประวัติศาสตร์ จะพบเห็นเสมอ ๆ ส่วนใหญ่เป็น ตัวโกง ตัวร้าย ไม่ใช่พระเอก)
ด้วยเหตุนี้ จึงพบว่าเมื่อเข้ามารับราชการตำรวจ จะต้องมีนาย เป็นเด็กของนาย มีนายคอยปกป้อง รับใช้ทั้งงานราชการและส่วนตัว นายรุ่ง ก็รุ่งตามไปด้วย นายรุ่งริ่ง ก็รุ่งริ่งตามไปด้วย ทีฮูทีอิท นายสามารถให้ทุกอย่าง ตำแหน่งหน้าที่การงาน ขั้นเงินเดือน อบรมหลักสูตรดี ๆ ความเจริญก้าวหน้า เรียนรู้เส้นทางลัดข้ามฟ้า ไม่ต้องไปบุกป่าผ่าดง ไปยังเป้าหมาย (ยกเว้นเงินทอง นายไม่ให้) และเมื่อเจริญก้าวหน้า เป็นใหญ่เป็นโต ยืนตั้งไข่บนขาของตนเองได้แล้ว ก็เข้าไปแทนที่นาย และก็จะเลียนแบบนาย มีลูกน้อง ที่ต้องปฎิบัติต่อตนเช่นนั้น ด้วยประการนี้ หากได้นายดี เขาก็เป็นคนดีแทนนายต่อไป เป็นวัฎจักรหมุนเวียนไปแบบนี้ ถามว่า หากไม่มีนายละ ก็ต้องรักษาตัวรอดเป็นยอดดี ตัวใครตัวมันครับ

วิธีสร้างนาย เขาทำกันอย่างไร ความจริงมีหลายวิธี เช่น การฝาก(ฝัง) จากระบบเครือญาติ พรรคพวกเพื่อนฝูง นักการเมือง ฯลฯ เป็นแบบ up to down หรือจากการแทรกซึมเข้าไปเอง แบบ down to up ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงละ ไม่ยากอะไร เช้าถึงเย็นถึง งานทำน้อย ๆ อย่าลืมวันเกิดนาย เมียนาย ลูกนาย ปีใหม่ วันครบรอบแต่งงาน วันสำคัญขาดไม่ได้ ให้เห็นหน้าบ่อย ๆ นายโปรดอะไรต้องรู้ ขับรถเร็ว หรือช้า ต้องรู้ความเร็วที่นายชอบ นายชอบวิสกี้ หรือไวน์ บางคนชอบกรีน ผสมโซดาน้ำ ต้องรู้สัดส่วนระหว่างน้ำกับโซดาอีก อะไรมากน้อยกว่ากัน นอกจากนี้ยังต้องเก็บความลับนายได้ดี (บางเรื่องอย่าให้คุณนายรู้เป็นอันขาด) ยิ่งเข้าไปเป็นดองได้ นายมีลูกสาวสวย ยิ่งดี เร็วดี เห็นผลทันตา หรือ จะใช้แบบผสม 2 ways communication ก็ยิ่งดี เคยพบเพื่อนตำรวจด้วยกัน ฟังเขาคุยกัน ถามว่า ทำไมไม่เลือกนายคนนี้ละ คำตอบคือ ดูและคาดแล้วไม่รุ่ง ใกล้เกษียณแล้ว ไม่เอาพวก ไม่มีพวก ไม่เอาการเมือง อนาคตมองไม่เห็น เลยเถิดไปถึงคำนวณอายุราชการกันเลย ถึงระดับไหน เลยมาถึงบางอ้อ เขามีวิธีคิดของเขา ความจริงใจในวงการตำรวจจึงไม่ค่อยปรากฎ

มีนายจำนวนมาก ที่ไม่ชอบลูกน้องคนโน้น คนนี้ โดยไร้เหตุผล เพียงแค่การไม่เข้าหา ไม่เห็นหน้าเท่านั้นเอง (ไม่สวามิภักดิ์) ตัวผมเองพบกับนายมามาก นายที่ดี มีคุณธรรมมีมากครับ ที่ใช้ไม่ได้ก็มี อาฆาต แก้แค้นลูกน้อง รวมทั้งผมด้วย เมื่อวันหมดอำนาจ ไม่เห็นคุณตูบไปเดินวนเวียนในบ้านสักตัว และวันหนึ่ง ก็พบยศ-ชื่อ-สกุล อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ ท้ายด้านล่าง หน้าสี่ หรือ หน้าห้า หรือ ที่หน้าใดที่มีพื้นที่ว่างเล็ก ๆ ของหนังสือพิมพ์ (ที่เขาสามารถยัดกรอบเข้าไปได้) เท่านั้นเอง นี่ยังเหลืออีกหลายคน ยังไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์?????? แต่ส่วนใหญ่ที่หมายจะเป็นวัดตรีทศเทพ ครับ
วันหลังค่อยว่าต่อดีกว่า
สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับวงการตำรวจ คือ เรื่อง ความรัก ความสามัคคี
จากประสบการณ์สามสิบกว่าปี พบว่า ข้าราชการตำรวจ มีความรักในวิชาชีพไม่มาก ส่วนใหญ่จะรักตัวเองมากกว่า ส่วนใหญ่จะถือคติว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข คำขวัญสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สำคัญคือในองค์กรระดับสถานีตำรวจ ความขัดแย้งมีค่อนข้างมาก ไม่นายกับนาย ก็นายกับลูกน้อง เมื่อเกิดปัญหาภายในองค์กร การทำงานด้วยกันก็ไม่ราบรื่น ย่อมเกิดความระเวงซึ่งกันและกัน เดือดร้อนถึงนายใหญ่ระดับที่สูงขึ้นไป ที่จะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาในการบริหารงาน มาถึงตอนนี้ ก็เป็นเรื่องของระบบอุปถัมภ์อีก นายใครนายมัน เด็กข้าฯใครอย่าแตะ แล้วก็แยกโรงพักไปคนละทิศละทาง แต่เผลอ ๆ วันดีคืนดี อาจได้รับการแต่งตั้งไปพบกันรอบสอง รอบสาม ก็มีปรากฎให้เห็นเสมอ ๆ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่มีระบบฐานข้อมูลที่ครบถ้วนในบุคลากรของตนเอง เช่น ข้าราชการตำรวจผู้นี้ เคยมีปัญหากับผู้นั้น ข้าราชการตำรวจผู้นั้นกับผู้นี้เคยอยู่ด้วยกันมาก่อน คนนี้ปกครองคนนี้ เอาว่าเคยเป็นนายมาก่อน ไป ๆ มา ๆ ลูกน้องกลับมาเป็นนาย อดีตนายก็เลยต้องทำความเคารพลูกน้อง อะไรทำนองนี้ และก็แต่งตั้งให้มาทำงานด้วยกัน (หมายเหตุในอนาคตอาจดีขึ้น) เป็นต้น

เพราะอะไร ทำไมตำรวจถึงต้องทะเลาะกัน ทำไมนายชั้นสูงห้ามแล้วไม่เชื่อฟัง? คือคำถาม
ส่วนธงคำตอบ(ที่ไม่ถูกใจ) คือ เพราะแม้แต่นายเอง ในระดับกรม ก็ทะเลาะกัน ไม่ถูกกัน มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกัน เป็นข่าวหราตามหน้าหนังสือพิมพ์ นอกจากนายทะเลาะกันแล้ว เด็กของนายแต่ละฝ่ายที่นั่งอยู่ที่สำนักงานนาย ก็ไม่ถูกกันเข้าไปอีก นายใคร ใครก็รัก เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ แม้แต่นายที่เป็นเพื่อนรักกัน รุ่นเดียวกัน ก็ยังทะเลาะกันให้เห็น แล้วนับประสาอะไร ในองค์กรระดับสถานีตำรวจจะไม่ทะเลาะกัน นายที่ชอบทะเลาะ รังแกลูกน้องใช้อำนาจในทางผิด ๆ เมื่อเกษียณราชการไปแล้ว ไม่มีตำรวจทำความเคารพหรอกครับ เพราะเป็นแค่หัวโขนเท่านั้น ทำความดีไว้ไม่สูญหาย พบยศชื่อชื่อสกุลในกรอบหนังสือพิมพ์ก็ยังอโหสิกรรมให้กันได้ ถึงเวลาหรือยังที่จะหันมาสร้างความรัก ความสามัคคีกัน ผมว่าถ้าทำได้ การทำงานของตำรวจะมีประสิทธิภาพ ส่งประสิทธิผลมากมายมหาศาล

มาต่อกันดีกว่า วันนี้ 24 พฤษภาคม 2551 ตื่นเช้ามาเปิดเนท อ่านข่าวหนังสือพม์ พบว่า กรณีของ ท่านเสรีฯ ผบ.ตร. มีโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ 8 เมษายน 2551 ก็เป็นอันสิ้นสุดว่า ท่านไม่ได้เกษียณอายุถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ตำรวจ เป็นข้าราชการประเภทหนึ่ง ไม่ได้มีอำนาจมากมายแค่ไหน อำนาจมากในกรมกองของตนเอง ขณะอยู่ก็พยายามสั่งสมความดี ตำรวจมีทั้งคนชอบ ไม่ชอบ เอาที่ชอบให้มากกว่า ก็พอ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจมากกว่า เพราะนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ
ก่อนพูด(เราเป็นเจ้านายคำพูด) ต้องคิดก่อนเสมอ พูดออกไปแล้ว(คำพูดกลับมาเป็นนายเรา) เรียกกลับคืนมาไม่ได้ ไม่พูด เขียนทางอินเตอร์เนท ยังกลับมาลบได้ ยศในวงการตำรวจ เขาพูดกันว่า ยศสูงสุด แค่พันตำรวจเอก เท่านั้น ส่วนที่สูงไปกว่านี้ เป็นเรื่องของ อำนาจ วาสนา บารมี บุญกุศล ฯลฯ สุดแต่จะกล่าวกัน
เมื่อเข้ามาอยู่ในวงการตำรวจ ก็ต้องทำใจไว้ล่วงหน้า เท้าข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในตารางแล้ว ขอให้รับราชการโดยราบรื่น ไม่ถูกไล่ออก ปลดออก หรือติดตาราง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพการงานในระดับหนึ่งแล้ว ครับ
ตำรวจน้ำดี

พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร พล.ต.อ.ณรงค์วิช ไทยทอง
ตำรวจ ต้องทำใจนะครับ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว นายหนาว ลูกน้องนายก็หนาวด้วย เร็วมาก ครับ จากปลดท่านโกวิท ท่านเสรีพิศุทธิ์ ก็เข้ามาแทนที่ ไม่นานท่านเสรีพิศุทธิ์ ก็ถูกปลดอีก ท่านพัชรวาท เข้ามาแทนที่ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ 28 พฤศจิกายน 2551 ท่านพัชรวาท ก็ถูกปลดกลางอากาศ โดยนักการเมืองครับ ก็ขอให้นึกถึงหลักธรรมของเจ้าคุณนรรัตน์ ฯ หัวโขน ครับนาย แต่ได้เป็นก็ดี ธรรมดาครับนาย ขอสักครั้งเถิดน่า ครับนาย
หลักธรรมเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต

คนเรา เมื่อมีลาภก็มีเสื่อมลาภ เมื่อมียศก็มีเสื่อมยศ
เมื่อมีศุขก็มีทุกข์ เมื่อมีสรรเสริญก็มีนินทา
เปนของคู่กันมาเช่นนี้ จะไปถืออะไรกับปากมนุษย์
ถึงจะดีแสนดีมันก็ติ ถึงจะชั่วแสนชั่วมันก็ชม
นับประสาอะไร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดา
ยังมีมารผจญ ยังมีคนนินทาติเตียน
ปุถุชนอย่างเราจะรอดพ้นจากโลกะธรรมดังกล่าวแล้วไม่ได้
ต้องคิดเสียว่าเขาจะติก็ช่าง ชมก็ช่าง
เราไม่ได้ทำอะไรให้เขาเดือดร้อนเนื้อร้อนใจ
ก่อนที่จะทำอะไรเราคิดแล้วว่า ไม่เดือดร้อนแก่ตัวเราแลคนอื่น เราจึงทำ
เขาจะนินทาว่าร้ายใส่เราอย่างไรก็ช่างเขา บุญเราทำกรรมเราไม่สร้าง
พยายามสงบกาย สงบวาจา สงบใจ จะต้องไปกังวนกลัวใครติเตียนทำไม
ไม่เห็นมีประโยชน์ เปลืองความคิดเปล่าๆ
ธมฺมวิตกฺโก
เรื่องของกรรม
เมื่อเวลา 19.25 น. วันนี้ (2 ก.ค.52) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ บ้านเลขที่ 47/131 เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น
ภายในหมู่บ้านกฤษดานคร โครงการ 10 ซอย 8 ถนนรัตนาธิเบศร์ ขาเข้า ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี มีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย บริเวณห้องนอน ชั้นที่ 2 พื้นที่ สภ.บางใหญ่ มีรถดับเพลิงจาก อบต.เสาธงหิน และ อบต.บางรักพัฒนา ระดมดับเพลิง โดยต้นเพลิงอยู่บริเวณห้องชั้น 2 มีหนังสือจำนวนมาก และ มีชายอายุประมาณ 60 ปี เสียชีวิต เนื่องจากสำลักควัน บริเวณประตูห้องใกล้บันได โดยเพลิงลุกไหม้ตั้งแต่เวลา 18.40 น.
จากนั้น เวลา 20.15 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ผู้เสียชีวิต คือ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ อายุ 69 ปี เจ้าของบ้าน
อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และเป็นพี่ชายของ พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้ อดีตรอง ผบ.ตร. เสียชีวิต อยู่ภายในห้องนอน สภาพไหม้เกรียม ระหว่างเกิดเหตุผู้ตายอยู่บ้านเพียงลำพัง ส่วนสาเหตุและค่าเสียหายอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยสภาพห้องนอนยุบตัวลงมา ต่อมา พล.ต.ต.ทรงวุฒิ ถวัลย์กิจดำรงค์ ผบก.ภ.จ. นนทบุรี พล.ต.ต.สกล ภัยลี้ อดีต ผบก.ภ.จ.กาญจบุรี น้องชายของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ พ.ต.อ.พงษ์สิทธิ์ แสงเพ็ชร รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี แพทย์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่วิทยาการ ภ.จ.นนทบุรี ได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ในเบื้องต้นทราบว่า ขณะที่ พล.ต.ต.ชูเกียรติ นอนพักอยู่บนบ้านเพียงคนเดียว เนื่องจากภรรยาและลูกๆออกไปธุระนอกบ้าน ระหว่างนั้นเกิดควันไฟพวยพุ่งออกมาจากบ้านชั้นสองจนเพื่อนบ้านได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจมาที่เกิดเหตุ ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากสาเหตุใด แต่สันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร
สำหรับ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 5 คน มีอาชีพเป็นตำรวจทั้งหมด ประกอบด้วย
พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ พล.ต.ต.อัมพร ภัยลี้ พล.ต.ท. ธวัชชัย ภัยลี้ พล.ต.ต.สกล ภัยลี้ และ พ.ต.อ.ชวลิต ภัยลี้ เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.ภ.จ.ร้อยเอ็ด ผกก.ภ.จ.สมุทรสงคราม รอง ผบก.ภ.1 ผบก.ภ.จ.นครปฐม ผู้ช่วย ผบช.ก. ผู้ช่วย ผบช.ภ.7 รอง ผบช.ภ.2 และรอง ผบช.ภ.7
จากกรณีไฟไหม้บ้าน ภายในหมู่บ้าน กฤษฎานคร 10 ถ.รัตนาธิเบศร์ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เมื่อคืนวานที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ อายุ 69 ปี อดีตรอง ผบช.ภาค7 เสียชีวิต ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 3 ก.ค. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 พร้อมชุดสืบสวนภูธรภาค 1 ร่วมกับชุดสืบสวน กก.2 บก.ป. นำโดย พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง พร้อมกันนี้ยังได้ขอผลการชันสูตรพลิกศพ เบื้องต้นมีรายงานว่า ผลการชันสูตรร่าง พล.ต.ต.ชูเกียรติพบบาดแผลที่เกิดจากของมีคมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายประมาณ 7-8 แผล โดยเฉพาะบริเวณหลัง และที่ปอด ตลอดจนลำคอไม่พบคราบเขม่าควันไฟ แสดงว่า พล.ต.ต.ชูเกียรติ เสียชีวิตก่อนเกิดเพลิงไหม้ แสดงว่าเป็นการฆาตกรรมอำพราง
ทางชุดสืบสวนภูธรภาค 1 ร่วมกับชุดสืบสวน กก.2 บก.ป.ได้มีประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด โดยมีความเป็นไปได้ว่าหลังเกิดเหตุคนร้ายพยายามจะวางเพลิงเผาบ้านเพื่อให้ไหม้ร่าง พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไปด้วยเพื่อเป็นการทำลายหลักฐานต่างๆ ซึ่งขณะนี้ทางชุดสืบสวนกำลังเร่งสืบหาพยานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบประเด็นความขัดแย้งของผู้ตายอีกครั้งว่าเคยมีความขัดแย้งในเรื่องใดหรือไม่
พบกันอีกครั้ง 4 ธันวาคม 2551
ปี 2551 กำลังจะผ่านพ้นไป ปีปีหนึ่ง เร็วมาก
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ วาระประจำปี 2551
ระดับรอง ผบก. ถึง สว. เสร็จสิ้นลงแล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551
มีข้าราชการตำรวจจำนวนหนึ่ง ส่วนน้อย ได้ดี ได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง จะด้วยความสามารถ จะด้วยนายดี จะด้วยพรรคการเมืองสนับสนุน จะด้วยเป็นลูกท่านหลานเธอ จะด้วยเป็นญาติธรรม ดองกัน ฯลฯ ก็ขอให้ท่านมีความสุข ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการเรื่อย ๆ ไป ทำงานให้กับประชาชน ระยะเวลามีให้ท่านไม่มาก ไม่เกิน 60 ปี ท่านที่ 50 ปีแล้ว ก็เหลืออีกประมาณ 10 ปี ทนุถนอมร่างกายไว้ด้วย เพราะนอกจากจะมีระยะเวลาที่สั้น แค่ 3,650 วัน ยังมีโรคภัยไข้เจ็บ มาเบียดเบียบอีก ทำดีไม่ดีจะไม่ถึง 10 ปีเอา หมั่นสร้างสมทำบุญมาก ๆ เพราะอาชีพข้าราชการตำรวจ ทำกรรมแบบไม่รู้ตัว คำสั่งแต่งตั้งออกมาแล้ว มีข้าราชการตำรวจจำนวนมาก เคยอยู่ในพื้นที่ดีได้รับการแต่งตั้งใหม่ไปที่ไม่ค่อยจะดี หรือข้ามภาคไปอยู่อีสาน แบบไม่รู้เนื้อตัว ก็อย่าไปคิดอะไร ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินค่อยว่ากันใหม่ คราวนี้อาจมองดูไม่ดี ไม่สมศักดิ์ศรี แต่การแต่งตั้งครั้งก่อนหน้านี้ ท่านได้มาอยู่ที่ดี ได้อย่างไร ในใจท่านรู้ดี มีศักดิ์ศรี มีหน้ามีตา ก็ถือว่าเจ้ากันไป????? ข้าราชการตำรวจที่ไม่มีเส้นสาย ก็อยู่ในพื้นที่ ประเภท พื้น ๆ สบาย ๆ ไกลปื่นเที่ยง ไม่มีใครอยากไปอยู่ นายก็ไม่ไปตรวจ ไปหา ก็อยู่ได้นานครับ ไม่ต้องมากลัวว่าใครจะเลื่อยขาเก้าอี้
ส่วนตัวผมเอง ก็ได้รับการแต่งตั้งย้ายกับเขาด้วยเช่นกัน ฤดูทำนา ก็ทำนากันครับ ย้ายจาก อ.บ้านหมี่ จว.ลพบุรี ไปอยู่ อ.ป่าโมก จว.อ่างทอง ไกลออกไปอีก 70 ก.ม. อย่างว่าละครับ ผมรับราชการมา อยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 12 ปี อยู่สระบุรี 7 ปี อยู่จังหวัดลพบุรี 11 ปี รวม 30 ปี ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับเกียรติไปอยู่จังหวัดอ่างทอง ดีครับ ดีครับ

เรื่องแปลก ๆ ในวงการตำรวจมีมากมาย สมัยท่านเสรีพิศุทธิ์ฯ (เปลี่ยนชื่อวัดเดียวกัน วัดถ้ำค้างคาว อ.บ้านหมี่) มีนโยบาย ให้แต่งตั้ง ข้าราชการตำรวจ ระดับรองผู้กำกับการ จากงานป้องกันปราบปราม มาทดแทน รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน ที่ว่าง โดยไม่ให้เลื่อนจากพนักงานสอบสวน สบ 3 ทำให้ข้าราชการตำรวจ รอง ผกก.ปป.หลายร้อยนาย ต้องมาดำรงตำแหน่ง รอง ผกก.สส.ในสถานีตำรวจ และรอง ผกก.สส.เหล่านี้ก็ถูกล๊อคสายงานทันที เหมือนไล่ต้อนเข้าไปในถ้ำ หรือกรง แล้วปิดประตูใส่กุญแจชนิดไขออกไม่ได้ (รวมทั้งตัวผมด้วย) นี่คือเรื่องแปลก ๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ไทย) พอหลังจากท่านเสรีพิศุทธิ์ฯ หมดอำนาจไปแล้ว นโยบาย หรือแนวคิดดังกล่าวก็ถูกยกเลิกไป เอาละซิ รอง ผกก.สส.เหล่านี้ ไม่สามารถย้ายสายงานกลับไปเป็น รอง ผกก.ปป.ได้อีก เอ้า แล้วจะเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเป็น ผกก.หน.สถานีได้ไหม? นโยบายใหม่ บอกว่า ไม่ได้ครับ ท่านต้องไปสอบเลื่อนเป็น สบ 4 เอง สอบได้ก็คือได้ สอบไม่ได้ก็ทำงานต่อไป เอ้า แล้วขอไปเป็น สวญ.ได้หรือไม่ ตอบว่า ไม่ได้เช่นกัน ที่จะมาเป็น สวญ.ได้ ต้องมาจาก รอง ผกก.ปป. จึงทำให้ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ วาระประจำปี 2551 ที่ผ่านไปนี้ รอง ผกก.สส. ไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง เป็น ผกก.หน.สถานี แม้แต่คนเดียว ให้เส้นใหญ่แค่ไหน นายกฝากมายังไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นลูกชายอดีตนายตำรวจใหญ่ ไม่ว่าจะนามสกุลดังแค่ไหน ไม่ได้ทั้งนั้น (ไม่รู้ว่าเหตุนี้หรือเปล่า การเมืองเลยโมโห ผบ.ตร.สุด ๆ ) พอมีการร้องเรียนกันขึ้นมา ข่าวว่า ผบ.ตร.ให้ศึกษา เยียวยาดู (ความจริง ไม่ต้องศึกษาเยียวยาอะไร กฎ ระเบียบ คำสั่งต่าง ๆ อยู่ที่ปลายนิ้วมือ เท่านั้น อยู่ที่ท่านคนเดียวเท่านั้น)
หมายเหตุ เพราะฉะนั้น จากสมัยท่านเสรีฯ มาถึงท่านพัชรวาทฯ ความคิด และการตัดสินใจของผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวอาจทำให้ระบบงานล้มเหลวได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสพลาด
นรต.หญิง
ภาพถ่ายการ์ตูน กลับกลายเป็นเรื่องจริง
ที่ฮือฮามาก เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดรับสมัคร นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง รุ่นแรก (ยังไม่รู้ว่ารุ่นสุดท้ายจะเป็นรุ่นใด เอาอะไรแน่นอนกับ ตร.ไม่ได้หรอก ครับ วันนี้ดี เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง คิดดี หลักแหลม น่าทำมาตั้งนานแล้ว แต่ วันหน้า ไม่ดีเสียแล้ว ซ้ำซ้อน ยุ่งยาก ไม่เป็นรูปธรรม ตอนนั้นคิดได้ไง ไม่เข้าท่า ดูงาน ดูหนังเทศมากไปหรือเปล่า?)
ดูแล้วน่าจะดี(น่าจะนะครับ) เพราะในต่างประเทศเขามีตำรวจหญิง ที่เป็นตำรวจจริง ๆ เหมือนชาย มีความเข้มแข็ง ทรหด อดทน เอาเป็นว่า สามารถต่อสู้กับชายไทยคนร้ายได้ดี หญิงคนร้ายยิ่งหมู ขออย่าให้ของไทยเรา เป็นตำรวจหญิงรูปร่างอรชร กันคิ้ว ต่อแซมขนตา ทาปาก ทาตา ดัดผม ปากจัด เอาแต่แต่งตัวก็แล้วกัน ต้องทำงานได้ สวมกางเกงแล้ว นั่งไกว่ห้าง อ้าขาได้ ขี่จักรยานยนต์โลดโผนได้ ขับรถซิ่งได้ ยิงปืนแม่น ชกต่อยเก่ง ฯลฯ ความจริง นรต.หญิงดังกล่าว น่าจะค่อนข้างไปทาง ทอม ๆ ด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อศึกษาจบออกไปรับราชการแล้ว มิใช่ให้รับราชการอยู่แต่ใน กทม.เพราะส่วนใหญ่เป็นลูกท่านหลานเธอ จะต้องออกไปประจำตามสถานีตำรวจในต่างจังหวัด ไปผจญชีวิตเหมือนตำรวจชาย สิทธิเสมอภาคเท่าเทียมกัน ลองติดตามกันดูต่อไป เพราะอีกหลายปีกว่าจะจบ งวดก่อนหน้าก็รับสมัครสตรีที่จบ นิติ เนติฯ เข้ามาเป็นตำรวจหญิง หวังไว้มาก เพื่อเป็นพนักงานสอบสวนหญิง สอบสวนในคดีเกี่ยวกับเพศ และเด็กเยาวชน แต่พวกนี้อยู่ไม่นาน ก็ไปสอบเป็นอัยการ ผู้ช่วยผู้พิพากษากันหมด เพราะเงินเดือนดีกว่าหลายสิบเท่า แถมสบายราชการหยุดก็หยุด แต่ตำรวจไม่ใช่ ไม่มีวันหยุดนะครับ ทำงานก็ 24 ชั่วโมง เรียก ติดตามตัว ยกเลิกการลาได้ทันที หากนายเรียก เวลาไปมีสามี จะมาหยุด หนีไปเที่ยวไม่ได้ เพราะท่านได้ตกลงใจเข้ามาเป็นตำรวจหญิง(ไทย) แล้ว
เพื่อนผมหลายคน หลังจากที่เราใช้ชีวิตราชการตำรวจไทย มานานร่วม 30 ปี มีความเห็นตรงกันว่า มีลูกไม่ให้เป็นตำรวจ สงสารลูก เราทนได้ แต่ยังไงเราก็ห่วงลูก ยิ่งเมื่อเราหมดอำนาจ วาสนา บารมี ไม่มีใครเกรงใจเราหรอก ให้เรียนทางกฎหมาย สอบอัยการ เป็นผู้พิพากษา ดีที่สุด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดรับสมัครนักเรียนนายร้อยหญิงรุ่น 1 เข้าศึกษาที่ร.ร.นายร้อยตำรวจสามพราน เผยเป็นครั้งแรกในรอบ 107 ปีหลังก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ส่งนรต.หญิงรุ่นแรกประจำโรงพักในจว.ใหญ่ๆ ก่อนกระจายทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ทำงานด้านเด็ก-สตรี เริ่มขายใบสมัคร 20-30 ม.ค.นี้
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นายกสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และพล.ต.ท.อัมรินทร์ อัคร วงษ์ ผบช.รร.นรต. ร่วมแถลงข่าวโครงการนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จ.นครปฐม ในปีการศึกษา 2552 เป็นครั้งแรกในรอบ 107 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า นับตั้งแต่ พ.ร.บ.โรง เรียนนายร้อยตำรวจมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2551 สภาการศึกษาได้จัดโครงการนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงขึ้นเป็นครั้งแรก ในปีการศึกษา 2552 โดยผู้ที่เข้ามาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงต้องเข้ารับการฝึกอบรมทั้งด้านวิชาการ ร่างกายและจิตใจ เช่นเดียวกับนักเรียนนายร้อยตำรวจชาย เป็นเวลา 4 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำวจชั้นสัญญาบัตรยศร้อยตำรวจตรี เช่นเดียวกับตำรวจชั้นสัญญาบัตรชาย
ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า การเปิดรับผู้หญิงเข้าศึกษาเป็นปีแรกไม่ถือว่าเร็วเกินไป เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจชั้นนำอย่างในสหรัฐ ก็รับผู้หญิงเข้าเรียนร่วมกับนายร้อยตำรวจผู้ชายมานานหลายสิบปีแล้ว งานตำรวจหลายอย่างในอนาคตต้องอาศัยผู้หญิง ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็จะทำงานเกี่ยวกับเด็ก เยาวชนและสตรีได้ โดยนรต.หญิงที่สำเร็จการศึกษาจะเข้าไปประจำในจังหวัดใหญ่ๆ ก่อน เช่น กทม. ขอนแก่น เชียงใหม่ และแผนข้างหน้าจะทำให้มีตำรวจหญิงที่เป็นนรต.ประจำทุกสถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ โครง การนี้ถือเป็นโครงการนำร่อง ยังรับจำนวนไม่มาก ต้องค่อยเป็นค่อยไป
พล.ต.ท.อัมรินทร์ กล่าวว่า ผู้สมัครโครงการดังกล่าว จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นบุคคลภายนอก ต้องมีอายุไม่เกิน 21 ปี คุณวุฒิไม่ต่ำกว่า ม.6 ซึ่งจะรับเข้าศึกษาจำนวน 60 คน กลุ่มที่ 2 เป็นข้าราชการตำรวจหญิง อายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันเปิดรับสมัคร ส่วนนี้รับเข้าศึกษาเพียง 10 คน ทั้ง 2 กลุ่มต้องมีส่วนสูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร การสอบจะแบ่งเป็น 2 รอบ คือรอบแรกข้อเขียนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ รอบที่สองเป็นการสอบสมรรถภาพร่างกาย ประกอบด้วยวิ่งระยะทาง 1,000 เมตร ภายในเวลา 7 นาที และว่ายน้ำระยะทาง 50 เมตร ภายในเวลา 3 นาที
พล.ต.ท.อัมรินทร์ กล่าวต่อว่า ข้าราชการตำรวจหญิงที่สนใจสามารถซื้อใบสมัครได้ระหว่างวันที่ 20-30 ม.ค. ที่ฝ่ายอำนวยการ 1 กองบังคับการอำนวยการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และสมัครด้วยตนเองที่สถานที่เดียวกัน ระหว่างวันที่ 22-30 ม.ค. ส่วนบุคคลภายนอกสามารถซื้อและสมัครได้ทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ www.policefemale.com หรือ www.rpca.ac.th หรือที่อาคาร 100 ปี โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ระหว่างวันที่ 22-30 ม.ค. โดยมีกำหนดสอบข้อเขียนในวันที่ 8 ก.พ. ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
หมายเหตุ
มีทั้งความเห็นที่ยอมรับ และไม่ยอมรับ
เพราะแต่ก่อน จะมีแค่ นรต. ไม่มีความหมายซับซ้อนอื่นใด ชายล้วน ๆ แต่ปัจจุบัน ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว จะต้องเป็น นรต.ชาย policemale นรต.หญิง policefemale บางคนกล่าวว่า นรต.ชาย จะไม่สง่างาม น่าชวนมองในหมู่บรรดาประชาชนทั่วไป และสตรี อีกแล้ว เพราะต่อไปนี้ สามารถหันมาชื่นชม นรต.หญิงได้เหมือนกัน ไม่ต่างกันสักเท่าไร บางบ้าน ไม่มีลูกชายที่จะให้เป็นตำรวจ เฮโล มีลูกสาวก็ให้เป็นตำรวจได้ ฮ่า ๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความเห็นว่า หากดีจริง ทาง ตร.ไม่รอมาถึง 107 ปี หรอก ป่านนี้มี นรต.หญิง เต็มบ้านเต็มเมือง หรือเป็น ผบ.ตร.ไปแล้วด้วยซ้ำไป ก็รับฟังไว้ไม่เสียหายอะไร ครับ
สำหรับผมแล้ว ก็อยากให้ นรต.หญิง ศึกษาความเป็นมาของตำรวจไทย รวมทั้งจากความจริงในชีวิตราชการตำรวจไทย เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับกับชีวิต อนาคตของเราที่เข้ามารับอาสาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย หากพ่อแม่ใหญ่โต ดองดี นามสกุลเพราะ มีตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบัน หรือในอดีตที่มีบริวารมาก ท่านก็ไม่ต้องหนักใจอะไรมากนัก แต่สำหรับ ลูกตาสี ยายสาก็ต้องปรับตัว เตรียมตัวเตรียมใจไว้รับกับอนาคต อีก ประมาณ 37-40 ปี เพราะชีวิตราชการตำรวจ ขาข้างหนึ่งของเราเข้าไปรอก่อนในห้องขังแล้ว (จะใช้คำว่า ตะรางก็กลัว นรต.หญิง จะตกใจ) การทำงานในหน้าที่ จะต้องรอบคอบระมัดระวัง ปากเป็นเอก เลขเป็นโท รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ยิ่งสมัยนี้ ประชาชนจบกฎหมายกันมากมาย ฉะนั้น จึงจะต้องหมั่นศึกษากฎหมาย ให้รู้จริง เห็นแจ้ง มิใช่เรียนเพื่อผ่าน แค่ c d หรือ pass ก็พอแล้ว แต่จะต้องเรียนรู้และนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ชีวิตราชการของท่าน สามารถตอบโต้ ในหลักวิชาการกับทนาย อัยการ ผู้พิพากษาได้ มิใช่หงออย่างเดียว
มิถุนายน 2555
วันนี้ ( 10 มิ.ย.) พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผบช.ศ. กล่าวถึงการจับกุมผู้ทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลภายนอกจบวุฒิ ม.6 หรือเทียบเท่าเข้าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในวันนี้ว่า วันนี้เป็นวันสอบพร้อมกันทั่วประเทศจำนวน 13 สนามสอบ โดยมีผู้สมัครสอบทั้งหมด 278,063 คน รับเพียง 14,000 อัตรา เริ่มทำข้อสอบพร้อมกันคือ เวลา 14.00-16.30 น. อย่างไรก็ตาม ทางกองบัญชาการศึกษาในฐานะหน่วยงานกลางที่เป็นผู้ดูแลการสอบครั้งนี้ได้วางมาตรการตรวจค้นเข้มงวดทั้งตัวบุคคลและ ใช้เทคโนโลยีตัดสัญญาณการสื่อสาร3อย่าง ประกอบด้วย โทรศัพท์ คลื่นความถี่ต่ำและการตัดสัญญาณการส่งรีโมทคอนโครล เพื่อป้องกันการทุจริต โดยก่อนเข้าสอบผู้เข้าสอบทุกคนต้องเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดคอกลมแบบไม่มีกระดุมโลหะและกางเกงวอร์มที่ไม่มีกระดุมโลหะ ถอดรองเท้าถุงเท้า ก่อนเข้าห้องสอบจะต้องผ่านเครื่องสแกนโหละในร่างกาย โดยผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้เข้าสอบซ่อนเครื่องสั่นขนาด เท่ากับแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ติดตัวที่ สนามสอบในพื้นที่ บช.ภ. 2 จำนวน 95 ราย ประกอบด้วยที่รร.จันทรนุสรณ์ 65 รายและ สนามสอบรร.ชลบุรี 30 ราย ที่บช.ภ. 5 พบการทุจริตที่สนามสอบรร.ลำปางกัลยาณี 3 ราย และสนามสอบรร.อาชีวะศึกษาลำปาง 1 ราย ที่ บช.ภ. 6 พบการทุจริต 105 ราย โดยทุกรายที่พบเป็นการพกเครื่องสั่นติดไว้ที่บริเวณอวัยวะเพศ บางรายติดไว้ที่ช่องก้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม ผู้ส่งสัญญาณได้ 1 ราย ที่สภ.เมืองนครสวรรค์ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการสอบสวนโดยข้อหาที่สามารถแจ้งได้คือ ส่งคลื่นความถี่สั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต และ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาว่าจะสามารถแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนได้หรือไม่ สำหรับผู้ทุจริตการสอบนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ตัดสิทธิ์การสอบ ทำการขยายผล สอบปากคำ บันทึกประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือและขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ทุจริตการสอบ พร้อมแจ้งไปยังสำนักงานข้าราชการพลเรือน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้นั้นไม่สามารถสอบเป็นข้าราชการได้ในครั้งต่อไป
พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ กล่าวด้วยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ที่เข้าสอบจะต้องจ่ายเงินเบื้องต้นรายละ 5,000-30,000 บาท และเมื่อผลสอบออกแล้วจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 400,000 บาท โดยพบว่าผู้ส่งสัญญาณจะเริ่มส่งสัญญาณในเวลา 15.00 น. อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าข้อสอบไมได้รั่วไหลเพราะทางบช.ศ.มีมาตรการที่เข้มงวด ทั้งนี้ การที่ผู้ส่งสัญญาณระบุว่าจะะเริ่มส่งสัญญาณในเวลา 15.00 น.เป็นไปได้ว่าจะมีบุคคลนำข้อสอบออกไปให้ หรือ ผู้ส่งสัญญาณเองอาจจะส่งสัญญาณไปเองการจับทุจริตการสอบได้เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวด ไมได้เป็นการบังเอิญที่พบการทุจริต จึงขอเตือนให้ข้อคิดที่จะสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการว่า ต้องเป็นตัวของตัวเองอย่างหลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างว่าจะช่วยให้สอบเข้าได้ โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจที่มีการเข้มงวดและละเอียดรอบคอบในการตรวจค้นอย่างมาก.
|